
ชะตากรรมคนชายแดนใต้...หนีระเบิด-ยางถูกเข้ากรุงหางานทำ
ชะตากรรมคนชายแดนใต้...หนีระเบิด-ยางถูกเข้ากรุงหางานทำ
ราคายางพาราที่ตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศต้องเดือดร้อน โดยเฉพาะชาวสวนจากชายแดนใต้ที่ทำสวนยางเป็นอาชีพหลัก และทำแบบพอเพียง ไม่ได้ทำแบบนายทุน
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายครอบครัวต้องหาอาชีพเสริม หลายครอบครัวต้องให้ลูกคนโตหยุดเรียนหนังสือ เพื่อออกมาทำงานส่งน้องเรียน และอีกจำนวนมากที่ต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น บางรายถึงขนาดยอมทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อไปหาอาชีพใหม่นอกพื้นที่ โดยกรุงเทพมหานครก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง...
ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นจากชายแดนใต้ที่เคยข้ามไปทำงานร้านต้มยำ และรับจ้างต่างๆ ในประเทศมาเลเซียนั้น เมื่อค่าเงินริงกิตตกต่ำ และฝ่ายความมั่นคงเริ่มคุมเข้มจากปัญหาภัยคุกคามจากกลุ่มไอเอส ทำให้การเดินทางไปทำงานฝั่งมาเลย์ยากเย็นขึ้นกว่าแต่ก่อน
วันนี้ในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลจึงมีชุมชนของพี่น้องมุสลิมจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาปักหลักอาศัยอยู่ไม่น้อย ไม่ได้มีเพียงแค่หน้ารามฯ หรือหนองจอกตามที่บางฝ่ายเข้าใจ
เช่น ชุมชนย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี ที่มีคนจากชายแดนใต้มาตั้งรกรากอยู่นับร้อยครอบครัว...
อยู่บ้านไม่พอกิน
อุสมาน (สงวนนามสกุล) หนุ่มวัย 30 ปี จากยะลา ตัดสินใจพาภรรยาและลูกอีก 2 คนเข้ากรุงเทพฯ เพราะทนไม่ไหวกับปัญหาราคายางตกต่ำสุดๆ
“ยางราคาถูกมากขนาดเรามีลูก 2 คนยังเล็กและยังไม่ได้เข้าเรียน ยังไม่พอกินกรีดยางได้วันละไม่ถึง 200 บาท แล้วจะอยู่อย่างไร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่านมลูก ข้าวสารค่าใช้จ่ายรวมๆ แล้วเกิน 200 บาทต่อวัน ขนาดเรามีสวนยางเป็นของตัวเองยังแย่ขนาดนี้ แล้วคนอื่นที่รับจ้างกรีดยางล่ะคงแย่ยิ่งกว่า หนำซ้ำยังมีลูกหลายคน และลูกเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยม ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเรา...
ตอนนั้นก็มานั่งคิดและปรึกษากับแฟนว่าเราต้องยอมลำบากกว่านี้ โดยขึ้นไปหางานในกรุงเทพฯ ตอนแรกมาคนเดียวก่อน พอได้งานทำที่โรงงานผลิตเครื่องแท็บเล็ต ได้ที่อยู่ที่พัก ก็กลับไปรับแฟนรับลูกมาอยู่ที่กรุงเทพฯด้วยกัน สาเหตุที่เลือกมากรุงเทพฯ เพราะที่นี่มีงานให้ทำมากกว่าที่บ้านดีกว่าไปมาเลเซียเพราะตอนนี้เงินมาเลย์ถูกมาก”
ผู้ชายเป็นยาม-ผู้หญิงรับจ้าง
ตำแหน่งงานที่ว่างรองรับหนุ่มฉกรรจ์จากปลายด้ามขวาน คือยามรักษาความปลอดภัย
“แรกๆ ขึ้นมาก็มาสมัครเป็นยาม (พนักงานรักษาความปลอดภัย) ได้วันละ 450 บาท ส่วนแฟนรับจ้างแปะสติกเกอร์ข้างขวดเขาจ้างเป็นถุงๆ ถุงละ 30 บาท ทำมากได้มากแล้วแต่ความขยันก็พออยู่ได้ดีกว่าอยู่ที่บ้าน ตอนนี้มีรายได้ 2 คน กว่า 500 บาท ใช้จ่ายประจำวัน 300 กว่าบาท ที่เหลือเก็บเป็นค่าหมอเผื่อเจ็บป่วย ก็ถือว่าดีกว่าอยู่ที่บ้านมากเลยไม่ต้องติดหนี้ ไม่ทุกข์ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับชีวิต”
“มาอยู่ที่นี่ได้ปีกว่าแล้ว เป้าหมายแรกแค่ต้องการมีเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงแฟน ราคายางแพงเมื่อไหร่ก็ตั้งใจจะกลับไปกรีดยางเหมือนเดิม ถึงตอนนั้นก็คงมีเงินเก็บมากกว่านี้ แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ว่ายางจะราคาดีแต่ก็ยังมีความหวังว่ามันจะดีขึ้น”
ต่างภาษาคืออุปสรรค
ปัญหาของพี่น้องจากชายแดนใต้ โดยเฉพาะที่เป็นคนมลายูมุสลิม คือ พูดภาษาไทยไม่ค่อยได้
“แรกๆ ตอนที่มาใหม่ๆ ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ลูกพูดภาษาไทยไม่ได้เลยเขาเลยไม่ไปโรงเรียน เราก็สงสารลูก ก็เลยสอนให้เขาพูดที่บ้านก่อน ปีหน้าคิดว่าเขาคงสามารถเข้าเรียนได้เหมือนเพื่อน เพราะวันนี้เขาสามารถพูดได้บ้างแล้ว เช่น จะกินข้าว จะเข้าห้องน้ำ หรือจะไปไหน ต้องการอะไร”
ในความเห็นของ อุสมาน ชีวิตวันนี้ของทั้งตัวเขาและคนจากชายแดนใต้ เป็นเสมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ
“เราเหมือนเจอศึกหนักมาหลายปีแล้ว จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกวัน ชาวบ้านไม่กล้าออกไปกรีดยางเวลากลางคืน ก็ต้องเปลี่ยนเวลามากรีดตอนเช้า การกรีดตอนเช้าต้องใช้เวลาให้สั้นลงจึงไม่สามารถทำยางแผนได้ ทำได้แค่เศษยางหรือขี้ยาง เมื่อก่อนขี้ยางราคาดี ทำให้คนในภาคใต้พออยู่ได้ แต่ทุกวันนี้ยางราคาตกต่ำมาก ทำให้ขี้ยางยิ่งถูก ไม่มีบ้านไหนที่ไม่บ่นเรื่องราคายาง บนเรื่องรายได้ไม่พอกับรายจ่าย”
อุสมาน บอกทิ้งท้ายว่า อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราให้เร็วที่สุดเนื่องจากตอนนี้ชาวบ้านอยู่กันไม่ได้แล้ว ปัญหาปล้นจี้ก็มีมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
หอบลูกเข้ากรุง
อามีนะห์ ภรรยาอุสมาน เล่าว่า เมื่อก่อนอยู่ที่บ้านเครียดมาก เพราะยางถูก รายได้ไม่พอกับรายจ่าย
“ลองคิดดูทำงานได้วันละไม่ถึง 200 บาท 4 ชีวิตจะอยู่อย่างไรสามีชวนขึ้นมาหางานที่กรุงเทพฯ เลยตัดสินใจทันทีแบบไม่คิดมากเลย พาลูกๆ ทั้ง 2 คนมาด้วย เพราะที่บ้านไม่มีใครช่วยเลี้ยงเราต้องพามาโชคดีที่ได้งานที่สามารถนำมาทำที่บ้านได้ คืองานติดสติกเกอร์ข้างขวด”
“เฉพาะย่านนี้มีคนจากพื้นที่ชายแดนใต้ขึ้นมาทำงานร้อยกว่าครอบครัว บางคนมาคนเดียวบางคนพาครอบครัวมา ส่วนใหญ่งานที่ได้รับความนิยมและมีคนรับเข้าทำงานก็จะเป็นงาน รปภ.หรือยาม และงานโรงงาน”
ต้องอยู่หลบๆ ซ่อนๆ
อับดุเลาะ สามะ เด็กหนุ่มวัย 25 ปี จากปัตตานี บอกว่า มาทำงานที่กรุงเทพฯ เป็น รปภ.ของโรงงานแถวบางบัวทอง ขณะนี้อยู่มาได้ 4 เดือนแล้ว เมื่อก่อนทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายข้าวที่มาเลเซียอยู่หลายปี
“แต่พอราคายางถูกลูกค้าที่ร้านน้อยลง ทำให้รายได้ของเด็กเสิร์ฟอย่างเราก็ลดลงด้วยเพราะร้านที่เราอยู่เขาต้องจ้างเราน้อยลง พอรายได้เราน้อยลง ก็กระทบมากเพราะทุกเดือนต้องเดินทางข้ามมาที่ชายแดนเพื่อมาจ๊อบพาสปอร์ตเนื่องจากเราไม่มีใบอนุญาตทำงานที่ถูกกฎหมายทำให้ต้องหมดเงินกับการเดินทางในส่วนนี้ สุดท้ายเลยชวนเพื่อนกลับมาหางานที่กรุงเทพฯ...
มาอยู่กรุงเทพฯ ได้เป็น รปภ.เขาให้วันละ 450 บาท ทำวันละ 12 ชั่วโมง งานเป็นยามหนักกว่างานเสิร์ฟ แต่ก็สบายใจกว่าสามารถไปได้ทุกที่ที่อยากไป (ทำงานมาเลย์แบบผิดกฎหมาย เดินทางไปไหนไม่ได้) เงินที่ได้มาก็สามารถเอามาใช้จ่ายและส่งให้ครอบครัวได้มากกว่าอยู่มาเลเซีย งานสบายแต่ต้องอยู่แบบหลบๆ เพราะไม่ได้เข้าไปทำงานอย่างถูกก"หมาย”
คนภาคอื่นเห็นใจคนภาคใต้
สมพงษ์ จันทร์เจ้า คนขับแท็กซี่ซึ่งไม่ใช่คนสามจังหวัดใต้ บอกว่า 2 ปีที่ราคายางพาราตกต่ำเห็นคนจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาทำงานในโรงงานและเป็น รปภ.จำนวนมาก ต่างจากเมื่อก่อนที่งานเหล่านี้เป็นของคนที่มาจากภาคอื่นไม่ใช่ภาคใต้
“รู้สึกเห็นใจคนภาคใต้นะ ต้องเจอกับเหตุการณ์ความไม่สงบแล้วยังต้องมาเจอราคายางถูกอย่างหนักอีก จริงๆ ทุกคนทุกพื้นที่กระทบหมดตอนนี้ เพราะเศรษฐกิจบ้านเราแย่ไปทุกด้าน แต่คิดว่าคนแถวภาคใต้กระทบหนักกว่าคนภาคอื่น” โชเฟอร์แท็กซี่รายนี้บอก
นี่คือชะตากรรมของพี่น้องมลายูมุสลิมจากชายแดนใต้ที่วันนี้กลายเป็นฝ่ายต้องทิ้งถิ่นฐานเข้ากรุงหางานทำ...
แรงกดดันจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน ทำให้ทัศนคติของคนทั่วไปมองคนจากชายแดนใต้อย่างไม่ไว้วางใจนัก
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการนำเสนอข่าวแบบเหมารวม และการวิเคราะห์วิจารณ์แบบเหวี่ยงแห
อย่าให้เรื่องร้ายๆ แบบนี้ซ้ำเติมคนชายแดนใต้อีกเลย...



