คอลัมนิสต์

ถอดรหัส ระเบิด ป่วนเมืองจากแยก ราชประสงค์ ถึง7จังหวัดใต้

ถอดรหัส ระเบิด ป่วนเมืองจากแยก ราชประสงค์ ถึง7จังหวัดใต้

20 ส.ค. 2559

ถอดรหัสระเบิดป่วนเมืองจากแยกราชประสงค์ถึง7จังหวัดใต้ : เรื่องเล่าข่าวดัง

           แม้เวลาจะผ่านมากว่า 1 ปี แต่เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ และที่ท่าเรือสาทร เมื่อวันที่ 17 และ 18 สิงหาคม 2558 ยังคงสร้างความวิตกกังวลให้แก่คนไทย ความรุนแรงของระเบิด ลักษณะการประกอบ รวมถึงอุปกรณ์และชิ้นส่วนของระเบิดที่คนร้ายนำมาใช้ ทั้งสารเปอร์ออกไซด์ หรือทีเอทีพี ลูกเหล็ก หรือลูกปืน ที่เรียกกันว่า บอลแบริ่ง ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสะเก็ดระเบิดถือเป็นครั้งแรกที่คนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุในประเทศไทย แต่มีพบบ่อยครั้งในตะวันออกกลาง โดยกลุ่มหัวรุนแรงที่ก่อเหตุร้ายอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน

           “เขาใช้บอลแบริ่งเป็นเหล็ก ซึ่งตัวเหล็กก้อนเล็กๆ มันหนัก แล้วก้อนเล็กใส่ได้เยอะ เมื่อนำไปใส่ไว้ในท่อเหล็กที่เรียกกันว่า ไปป์บอมบ์ จะมีลูกบอลแบริ่งอยู่ในนี้ มีเนื้อสารระเบิด มีวงจรจุดระเบิด จะแช่อยู่ในท่อเหล็ก โดยจะไม่เห็นสายไฟภายนอก เพราะเขาสั่งจุดระเบิดด้วยการสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ” รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ นักวิชาการด้านเคมี ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบวัตถุระเบิด ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระเบิดที่คนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุที่แยกราชประสงค์

           นักวิชาการด้านเคมีรายนี้วิเคราะห์ด้วยว่า ระเบิดที่คนร้ายนำมาใช้ที่แยกราชประสงค์เป็นระเบิดที่มีความสมบูรณ์หลังระเบิดแทบไม่หลงเหลือชิ้นส่วน ดินระเบิด เป็นสารเคมีที่มีใช้อยู่ในชีวิตประจำวันถูกนำมาผสมผ่านกระบวนการตกผลึกจนกลายเป็นดินระเบิดที่มีอานุภาพเทียบเท่าทีเอ็นที บ่งชี้ว่าคนร้ายมีความเชี่ยวชาญด้านเคมี ซึ่งวิธีการนี้สามารถหลบเลี่ยงการถูกจับกุม เพราะหากใช้ทีเอ็นทีผ่านการตรวจสอบได้ยาก แต่วิธีการนี้สามารถหลบเลี่ยงการจับกุมได้ เพราะสารเคมีที่นำมาเป็นส่วนผสมนั้นมีจำหน่ายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด

           สารทีเอทีพีนี้ เมื่อเกิดการระเบิดแล้วจะมีความร้อนสูง สามารถทำลายวงจรและชิ้นส่วนได้ทั้งหมด เป็นเรื่องยากต่อการเก็บวัตถุพยานเพื่อใช้เป็นเบาะแสในการติดตามคนร้าย ซึ่งในไทยที่แยกราชประสงค์ถือเป็นครั้งแรก แต่ในต่างประเทศการประกอบระเบิดด้วยวิธีเช่นนี้เคยเป็นที่โด่งดังมาแล้ว จากเหตุระเบิดที่บอสตันในงานวิ่งมาราธอนก่อนหน้านั้น

           นักวิชาการรายนี้ไม่ชี้ชัดว่าเป็นฝีมือใคร แต่ในการรวบรวมพยานหลักฐานภายหลังเกิดเหตุของตำรวจสามารถขยายผลจนนำมาสู่การจับกุมนายอาเดม คาราดัก ที่อ้างว่าเป็นชาวตุรกี ได้ที่หอพักย่านมีนบุรี พร้อมยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบระเบิด โดยเฉพาะบอลแบริ่งที่เชื่อว่าเป็นชุดเดียวกับที่พบในร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์

           การสอบสวนทำให้ทราบถึงความเชื่อมโยงของกลุ่มผู้ก่อเหตุ นำมาสู่การจับกุมนายไมไลรี ยูซูฟู ชาวอุยกูร์ ที่ว่ากันว่าเป็นมือประกอบระเบิดได้ที่ตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ซัดทอดถึงนายอีซาน ผู้จ้างวานและพวกอีกหลายคน ในจำนวนนั้นมีนางวรรณา สวนสัน ชาว จ.พังงา และสามีชาวตุรกีรวมอยู่ด้วย

           มีข้อมูลว่า นางวรรณาติดต่อกับเครือข่ายนำพาชาวอุยกูร์ไปยังประเทศที่สามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยก่อนหน้านั้นไทยเพิ่งส่งชาวอุยกูร์กว่า 100 คน กลับประเทศจีน นำมาสู่ความสงสัยว่า นี่คือชนวนแห่งเหตุรุนแรงหรือไม่ แม้ต่อมาจะมีการอ้างหลักฐานบางอย่างที่เชื่อมโยงไปยังกลุ่มตรงข้ามรัฐบาลที่เคยมีประวัติก่อเหตุรุนแรงมาก่อน แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครหรือหน่วยงานใดสรุปถึงชนวนเหตุที่ชัดเจน ระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร แตกต่างจากเหตุระเบิด 2 ครั้งต่อเนื่องกันที่ทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอสกับศูนย์การค้าสยามพารากอนเมื่อต้นปี 2558

           รศ.ดร.วีรชัย บอกว่า กรณีเหตุระเบิดที่ทางเชื่อมบีทีเอส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เป็นระเบิดไปป์บอมบ์ที่ใช้ท่อพีวีซีตัดปิดหัวปิดท้าย ค่อนข้างชัดเจนว่าคนร้ายไม่ต้องการให้มีใครเสียชีวิต หรือให้ระเบิดสร้างอันตรายให้ผู้คน ลักษณะเป็นการก่อกวน

           “เจอวงจรอิเล็กทรอนิกส์คล้ายกับฝาที่อยู่ในไมโครโฟน ขนาดเท่าเหรียญ 5 บาท เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในบลูทูธ เป็นการสั่งจุดชนวนระเบิดด้วยสัญญาณบลูทูธ ภายในมีเพียงดินระเบิด ไม่มีสะเก็ดระเบิด อีกลูกมีตะปูใส่ไว้ แต่ตะปูนั้นไม่ได้หักงอ” นักวิชาการด้านเคมี กล่าว

           ตะปูที่นำมาใช้เป็นสะเก็ดระเบิด การวางที่มีสิ่งกีดขวางส่อให้เห็นเจตนาก่อกวนมากกว่ามุ่งเอาชีวิต ไม่ต่างจากเหตุระเบิดที่คนร้ายก่อขึ้นใน 7 จังหวัดครั้งล่าสุด

           “ที่นครศรีธรรมราช ภูเก็ต พังงา คนร้ายใส่แท่งแอลกอฮอล์ทำให้เกิดเพลิงไหม้เจตนาชัดเจนว่าต้องการก่อกวน ส่วนที่หัวหินเป็นระเบิดจริง มีสะเก็ดระเบิด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ใช้โทรศัพท์ซัมซุง รุ่นฮีโร่ เลือกซุกในจุดที่มีเชื้อเพลิง” รศ.ดร.วีรชัย กล่าว

           หลักฐานที่พบเชื่อว่า เหตุร้ายทั้ง 7 จุดมีความเชื่อมโยงกัน โดยเลือกลงมือในแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ต้องการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล การวิเคราะห์เหตุที่เกิดขึ้นของนักวิชาการด้านเคมี ซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับวงการตรวจสอบวัตถุระเบิดรายนี้ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง ที่วิเคราะห์ตรงกันว่า ลักษณะการก่อเหตุของคนร้ายมีวัตถุประสงค์ในการทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ที่บริหารงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

           ระเบิดที่คนร้ายนำมาใช้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง ประกอบขึ้นเอง โดยใช้บอลแบริ่งเป็นสะเก็ดระเบิด ซึ่งแต่ละลูกมีขนาดเล็กมีอานุภาพสร้างความเสียหายได้ในรัศมี 3-5 เมตร แต่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตได้หากมีใครไปอยู่ในรัศมีการทำลายล้างขณะเกิดเหตุ

           การตรวจสอบในละแวกที่เกิดเหตุพบว่า คนร้ายนำระเบิดใส่ไว้ในกล่องมันฝรั่ง ซึ่งเป็นกล่องกระดาษมองภายนอกไม่ต่างอะไรกับขยะที่รอการจัดเก็บ เพื่อตบตา แต่เลือกที่จะนำไปวางไว้ในหลายจุด ในพื้นที่ที่มีประชาชนพลุกพล่าน โดยเลือกก่อเหตุในพื้นที่ที่เป็นสัญลักษณ์ เลือกวันและเวลาที่มีความสำคัญ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างชัดเจน

           ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ระเบิดที่เกิดขึ้นอยู่ในห้วงเวลาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะทหารและตำรวจ รวมถึงฝ่ายปกครอง ท่ามกลางข่าวลือหนาหูความไม่ลงรอยของผู้มีอำนาจ ซึ่งมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับดอกผลในหลายๆ โครงการ

           พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังเกิดเหตุด้วยท่าทีที่ไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อเหตุที่เกิดขึ้น ถึงขนาดหลุดคำ “คนระยำ” ออกมา หลังจากถูกสื่อมวลชนตั้งคำถามใครคือผู้ลงมือในเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เร่งควานหาตัวคนร้าย และล่าสุดทหารมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองบางกลุ่ม แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะพัวพันกับเหตุระเบิดป่วนเมืองครั้งนี้หรือไม่อย่างไร