คอลัมนิสต์

‘อภัยโทษ’ในมิติที่สังคมรังเกียจ‘คดีข่มขืน’

‘อภัยโทษ’ในมิติที่สังคมรังเกียจ‘คดีข่มขืน’

19 ส.ค. 2559

‘อภัยโทษ’ในมิติที่สังคมรังเกียจ‘คดีข่มขืน’ :  ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น รายงาน

            เมื่อกระแสสังคมเรียกร้องให้บังคับ “โทษประหาร” กับ นักโทษคดีฆ่าข่มขืน และรับไม่ได้ที่คุกปล่อยนักโทษเร็วเกินไป แม้แต่คดีสะเทือนขวัญก่อเหตุอุกฉกรรจ์ที่ศาลพิพากษาประหารชีวิต ก็ได้รับการปล่อยตัวหลังรับโทษจำคุกราว 20 ปี

            ด้วยเหตุนี้หรือไม่... จึงทำให้เนื้อหาใน พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ฉบับล่าสุด ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2559 ตอบรับเสียงสะท้อนของสังคมในภาพรวม... เริ่มจากเหตุข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปี แล้วโยนร่างทิ้งจากโบกี้รถไฟเพื่ออำพรางคดี, คดีข่มขืนแล้วฆ่าปาดคอครูสาวใน จ.สระบุรี โดยฆาตกรมีประวัติเพิ่งพ้นโทษจำคุกในคดีข่มขืนแล้วออกมาก่อเหตุซ้ำ ไม่นับรวมคดีครูข่มขืนนักเรียน, ปู่ข่มขืนหลาน หรือพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง ซึ่งในบริบทของกระทรวงยุติธรรม รับมาดำเนินการได้ทันทีกับผู้ต้องขังในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์ สะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2559

            ตามปกติเนื้อหาของการอภัยโทษจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ใครบ้างที่ได้รับการปล่อยตัว, ใครบ้างที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวแต่ได้รับการลดโทษตามสัดส่วนและใครบ้างที่ไม่ได้รับการลดโทษเลย ซึ่งรายละเอียดประเภทคดีที่อยู่ในข่ายไม่ได้รับการอภัยโทษจะเปลี่ยนไปตามนโยบายและสถานการณ์ภายในประเทศ เช่นเดียวกับความผิดทางเพศซึ่งครั้งนี้ไม่ได้รับการอภัยโทษ ต่างจากอดีตที่เคยได้

            นาทีนี้ ต้องยอมรับว่ากระแสสังคมภายนอกไม่พอใจกรมราชทัณฑ์ให้ปล่อยนักโทษเร็วเกินไป ทำให้นับจากนี้การพ้นโทษก่อนกำหนดจะทำได้ยากกว่าในอดีต ด้วยเหตุนี้การอภัยโทษตั้งแต่ปี 58 เป็นต้นมา มีการกำหนดเนื้อหาที่รัดกุมโดยเฉพาะ พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ปี 59 ที่ตัดสิทธินักโทษชั้นกลางไม่ให้ได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนโทษเลย ต่างจากในอดีตที่พอจะได้บ้างแม้จะเป็นเพียงสัดส่วนที่น้อยมากๆ

            นอกจากนี้ภายใน พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ยังระบุรายละเอียดที่ซับซ้อน เดิมนักโทษสูงอายุซึ่งมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับการพิจารณาปล่อยตัวเลย ก็ติดเงื่อนไขว่าต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือคงเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ส่วนนักโทษที่เหลือโทษจำคุกไม่ถึง 1 ปี ซึ่งเดิมจะให้พ้นโทษไปได้เลย แต่ปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขซ้อนขึ้นว่าผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัวต้องรับโทษมาแล้วอย่างน้อย 1 ใน 3 เช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้นักโทษที่เพิ่งมอบตัวชิงรับสารภาพในช่วงที่ใกล้โอกาสสำคัญของประเทศได้รับประโยชน์จากการอภัยโทษ โดยที่ยังไม่ได้รับโทษจำคุกตามสมควรแก่โทษ

            สำหรับโทษประหารชีวิตเป็นปกติที่จะได้รับการอภัยโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต โทษจำคุกตลอดชีวิตในอดีตที่เคยได้รับการเปลี่ยนโทษเป็นจำคุก 40 ปี ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นคงเหลือโทษจำคุก 50 ปี ซึ่งจะส่งผลให้นักโทษอยู่ในเรือนจำนานขึ้น

            ผู้ที่ไม่อยู่ในข่ายได้รับการพระราชทานอภัยโทษแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มนักค้ายาเสพติดรายสำคัญหรือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 8 ปี, จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตในความผิดฐานผลิต นำเข้า ส่งออกหรือจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองยาเสพติดให้โทษ 2.กลุ่มผู้กระทำความผิดซ้ำหรือผู้ซึ่งถูกศาลพิพากษาให้เพิ่มโทษฐานกระทำความผิดอื่นอีก 3.นักโทษชั้นกลาง ชั้นเลวหรือชั้นเลวมาก 4.นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษในคดีความผิดทางเพศ ครอบคลุมคดีข่มขืนทุกประเภท ทั้งโทรมหญิง, กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี, ข่มขืนทำให้เหยื่อได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต รวมถึงการข่มขืนที่กระทำต่อบุตรหลาน นักเรียนในความปกครองดูแล

            ทั้งนี้ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษที่มีผลบังคับในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ มีผลให้นักโทษไม่ต่ำกว่า 2 แสนคนอยู่ในเกณฑ์ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ จากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศกว่า 3 แสนคน แต่การพระราชทานอภัยโทษไม่ได้หมายถึงการปล่อยตัวเป็นอิสระเพียงอย่างเดียว ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่มีผลต่อการลดวันต้องโทษตามคำพิพากษา ส่วนจำนวนนักโทษที่อยู่ในข่ายได้รับการปล่อยตัว ยังไม่มีตัวเลขกลมๆ ที่ชัดเจน แต่ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 2 หมื่นคน โดยแต่ละเรือนจำจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคุณสมบัติก่อนทำบัญชีรายชื่อส่งให้ศาลออกหมายปล่อยตัว

            นอกเหนือจากเรื่อง “อภัยโทษ” แล้ว ยังมีอีกกรณีหนึ่ง คือ การปล่อยตัวก่อนกำหนดด้วยเหตุลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษ ซึ่งทำให้นักโทษออกจากเรือนจำเร็วก่อนกำหนด พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม มีนโยบายชัดให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบเพราะการลดวันต้องโทษ พักการลงโทษ เพื่อปล่อยก่อนกำหนดไม่ใช่สิทธิของผู้ต้องขัง แต่เป็นประโยชน์ที่ทางราชการให้แก่นักโทษเด็ดขาด จึงไม่ต้องรีบเร่งดำเนินการ แม้ว่าการขังไว้นานทำให้สูญเสียงบประมาณเลี้ยงผู้ต้องขังเพิ่ม แต่ในทางกลับกันก็ช่วยปกป้องสังคมจากอาชญากรรมได้

            พล.อ.ไพบูลย์ ยังบอกว่า ก่อนหน้านี้เคยมอบนโยบายที่อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎกระทรวงให้เพิ่มขั้นตอนการพิจารณาพักการลงโทษผู้ต้องขังให้รอบคอบมากขึ้น จากเดิมผู้บััญชาการเรือนจำเป็นผู้เสนอรายชื่อ แต่ได้สั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมขั้นตอนให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นผู้พิจารณาด้วย  

            “ที่ผ่านมา การพักโทษบางกรณีมีข้อครหาจากสังคม โดยเฉพาะผู้ต้องขัง "บิ๊กเนม" ซึ่งประชาชนให้ความสนใจ ผมจึงสนใจกับการพักโทษของผู้ต้องขังว่า ควรได้รับการไตร่ตรองอย่างละเอียดว่า บุคคลที่จะได้รับการพักโทษเคยกระทำผิดอย่างไร เมื่อปล่อยแล้วจะมีผลกระทบต่อสังคมหรือไม่ เช่น คดีที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ข้อสั่งการของผมไม่ได้เจาะจงเฉพาะ “บิ๊กเนม”  แต่ต้องการให้ใช้ในการลดวันต้องโทษและการพักการลงโทษทุกคดีอย่างมีความเหมาะสม  เช่น การกำหนดกิจกรรมทำความดีที่นำมาเป็นเหตุผลลดวันต้องโทษ สังคมย่อมต้องการทราบว่ากิจกรรมดังกล่าวมีเหตุผลเพียงพอที่จะลดวันต้องโทษหรือไม่ เพื่อเป็นหลักประกันให้สังคมมั่นใจว่า มีความปลอดภัยในการปล่อยตัวผู้พ้นโทษทุกกรณี รวมถึงการได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วย" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว 

            ดังนั้น การปล่อยตัวก่อนกำหนดด้วยเหตุลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษ นอกจากทางเรือนจำจะคัดกรองเป็นด่านแรกแล้ว เจ้าพนักงานคุมประพฤติต้องร่วมสืบเสาะพฤติการณ์แห่งคดีด้วย เช่น มีครอบครัวญาติมิตรรองรับหลังปล่อยหรือไม่, ผู้เสียหายที่อยู่ร่วมชุมชนกับผู้พ้นโทษยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่หรือไม่ เพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุม และนอกจากมีคณะกรรมการระดับเรือนจำที่มีผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธาน จะพิจารณากลั่นกรองผู้มีคุณสมบัติสมควรลดวันต้องโทษปล่อยก่อนกำหนดเหมือนแต่ก่อนแล้ว ยังเพิ่มเงื่อนไขขึ้นมาตามนโยบายของ พล.อ.ไพบูลย์ คือ ต้องเสนอให้คณะกรรมการระดับกรม ปลัดกระทรวง หรือรองปลัดกระทรวง ร่วมตรวจสอบดุลพินิจ ด้วย

            ยกตัวอย่าง กรณี “บิ๊กเนม” คนหนึ่ง ซึ่งเมื่อได้รับโทษเข้ามาอยู่ในเรือนจำ ต่อมาได้รับการขยับขึ้นเป็นนักโทษชั้นดีและได้ทำกิจกรรมทำงานบริการสังคมในโครงการหลักเศรษฐกิจพอเพียง เรือนจำจึงหักลดวันต้องโทษให้ไปกว่า 100 วัน แล้วตั้งเรื่อง “พักโทษ” รวมปนมากับนักโทษทั่วไปเกือบ 2,000 ราย จึงเกิดคำถามว่า การร่วมกิจกรรมในเรือนจำเพียงพอให้ได้รับการพักโทษหรือไม่ เพราะตามนโยบายของ รมว.ยุติธรรม เกี่ยวกับการปล่อยตัวด้วยเหตุลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษนั้น การกลั่นกรองให้รอบคอบเป็นสิ่งที่พึงกระทำเพื่อประโยชน์สุขของสังคมโดยรวม

            และจากกรณีของ “บิ๊กเนม” คนดังกล่าว ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย และผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมต้องออกมาเคลียร์ทุกเงื่อนปม จนเรื่องเงียบไปว่า ยังไม่ได้ “พักโทษ” ปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ

            ก็ได้แต่คาดหวังว่า การปล่อยตัวก่อนกำหนดด้วยเหตุลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษ จะปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่เหมาะควรแก่เหตุ โดยเฉพาะในห้วงที่คนเด่น-คนดัง “ระดับบิ๊ก” พาเหรดกันเข้าเรือนจำเพื่อรับโทษในทางอาญา