
กรรมส่อเจตนา
กรรมส่อเจตนา : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2559
ขณะนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อยู่ระหว่างการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือมาตรา 272 อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการขอยกเว้น เพื่อเปิดช่องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง หรือนายกฯ คนนอก หลังจากเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองรอบแรกไม่สำเร็จ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาประชามติในมาตรานี้กำหนดเอาไว้ว่า ส.ส.กึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่น้อยกว่า 250 เสียงเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาให้ขอมติยกเว้นการเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีพรรคการเมือง เมื่อที่ประชุมรัฐสภา(ประกอบด้วยส.ส. 500 และสมาชิกวุฒิสภาอีก 250 เสียง) มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ให้ยกเว้นได้ สภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเลือกคนนอกบัญชีรายชื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจะเปิดช่องให้คนนอกได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่เมื่อคำถามพ่วงให้ส.ว.ร่วมโหวตในช่วงเวลา 5 ปีของบทเฉพาะกาลผ่านประชามติ ก็ต้องให้ส.ว.ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีด้วยในขั้นตอนสุดท้าย แต่ก็มีผู้ตีความกันไปต่างๆ นานา ส่วนหนึ่งนั้น เห็นว่า ไหนๆ ก็จะให้ส.ว.ร่วมลงมติแล้ว ก็ไม่ควรจะต้องเขียนไว้เป็นสองขยักให้ซ้ำซ้อนมากความ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ให้ส.ว.ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วาระเริ่มแรก หรือแม้กระทั่งสามารถเสนอชื่อได้ด้วยแบบม้วนเดียวจบไปเลยดีกว่า แต่ก็มีเสียงคัดค้านอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ข้อเสนอแบบรวบหัวรวบหางเช่นนี้ อาจจะขัดกับเจตนารมณ์ของผู้ออกเสียงประชามติ และเมื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจนตกไป ก็จะเป็นการเสียเวลาเปล่า
คำว่านายกฯ คนนอก ที่พูดถึงกันอยู่นี้ ถูกโฟกัสไปที่นายทหารในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ซึ่งเมื่อสื่อมวลชนสอบถามประเด็นนี้ นายกรัฐมนตรีก็บอกว่า ในประเทศไทยมีคนดีอยู่เยอะแยะ ให้ไปหากันมา(เป็นนายกฯ) ถ้าหาไม่ได้แล้วค่อยมาคุยกัน ซึ่งก็ทำให้เกิดการตีความกันไปได้อีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับเทียบเชิญจากกระบวนการภายหลังการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ หรือมองว่า เป็นการส่งเสียงปรามบรรดาพวกกองเชียร์ที่ิถูกเหน็บแนมว่าเป็น "เห็บสยาม” ไปแล้วก็ได้ หรือถ้าจะให้ความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กล่าวออกมาเช่นนั้น ก็มองได้ว่า เป็นคำแนะนำให้ดำเนินการทุกอย่างตามกระบวนการ
วิเคราะห์กันเอาไว้ก่อนหน้าว่า การออกเสียงประชามติ แท้จริงแล้วได้กลายเป็นเดิมพันให้ประชาชนเลือกเอาว่า จะอยู่กับทหาร(พล.อ.ประยุทธ์-คสช.) หรือนักการเมือง(นายทักษิณ ชินวัตร และคณะ) เมื่อผลประชามติออกมาเป็นคุณต่อ พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลและคสช. ศูนย์กลางอำนาจบริหารที่อยู่ในมือจึงถูกกระชับแน่นเข้า จนหลายฝ่ายโดยเฉพาะที่คาดหมายว่าจะอยู่ใต้ร่มบารมีพล.อ.ประยุทธ์พากันวิ่งเข้าหาและประกาศจับจองพื้นที่ทางการเมืองให้สังคมได้รับรู้ เช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้ยากจะปฏิเสธกับคำวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่พยายามจะแก้ไขมาตรา 272 อยู่ในขณะนี้ ว่าเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องที่แสวงหาอำนาจไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งกรณีเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ย่อมจะทราบดีว่า อาจจะนำความเสื่อมมาให้โดยไม่ได้ร้องขอใดๆ



