คอลัมนิสต์

ตัดวงจรภัยแทรกซ้อนลดทุนโจรใต้

ตัดวงจรภัยแทรกซ้อนลดทุนโจรใต้

18 ส.ค. 2559

ตัดวงจรภัยแทรกซ้อนลดทุนโจรใต้ : ตะลุยกองทัพ โดยจิตตราภรณ์ เสนวงศ์

           ในการเดินหน้าขจัดภัยแทรกซ้อน สิ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกื้อกูลให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งรูปแบบการสนับสนุนด้านงบประมาณหรือการปฏิบัติการด้านข่าวสาร เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ

           ภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่คู่กับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ โดยพบหลักฐานความเชื่อมโยงกันชัดเจนเมื่อปี 2547 ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ประกอบด้วย การค้าน้ำมันเถื่อน ยาเสพติด การบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี การค้ามนุษย์แรงงานต่างด้าว กลุ่มอิทธิพลบ่อนการพนัน โดยเฉลี่ยเงินหมุนเวียนจากภัยแทรกซ้อนทั้งหมดประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

           สำหรับการทำงานในปี 2559 นี้ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้นโยบายปราบปรามยาเสพติด เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเป็นอันดับแรก ต่อด้วยการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ การสกัดกั้นการทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ภายหลังเจ้าหน้าที่รัฐทำลายเครือข่ายน้ำมันเถื่อน การค้ามนุษย์ จนทำให้รายได้จากส่วนนี้ลดลงไประดับหนึ่ง

           “ปัจจุบันภัยแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงน่าเป็นห่วงคือ ยาเสพติด ซึ่งกลุ่มขบวนการไม่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยระบุว่าเงินที่มาจากการจ่ายซะกาต คือ การจ่ายทรัพย์สินในอัตราที่ศาสนากำหนด ซึ่งเงินเหล่านี้จะมาจากไหนรับได้หมด แต่เขาปฏิเสธว่าไม่มียาเสพติดมอมเมาเยาวชน อย่างไรก็ตามจากการตรวจค้นพื้นที่ เราได้พบน้ำกะท่อมจำนวนมาก ซึ่งเป็นเครื่องมือเรียกกลุ่มวัยรุ่นเข้าร่วมกระบวนการ นอกจากนี้ยังพบว่า นักโทษคดีความมั่นคงเข้าไปครอบงำนักโทษยาเสพคิดในเรือนจำ” พ.อ.จตุพร กลัมพสุต หัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามภัยแทรกซ้อน

           พร้อมกันนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ปรับแผนยุทธการสกัดกั้นแหล่งเงินทุนผู้ก่อเหตุรุนแรงและภัยแทรกซ้อน 1/2559 โดยภารกิจคือ พิสูจน์ความเชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติดกับผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยเน้นเงินบริจาคเพื่อการศึกษา เงินชะกาต ร้านต้มยำกุ้ง อื่นๆ จุดมุ่งหมายเพื่อลดทอนและสลายพลังอำนาจทางเศรษฐกิจกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยบูรณาการ 39 หน่วยงาน และประสานงานศูนย์ปฏิบัติการไทย-มาเลเซีย เพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหา พร้อมบูรณาการการตรวจค้น เพื่อบูรณางานทั้งระบบ ทั้งเชิงรุก เชิงรับ

           โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 เรื่องปราบปรามผู้มีอิทธิพลมาเสริมปฏิบัติภารกิจ ในการปิดล้อมตรวจค้น ก่อนจะใช้กฎหมายปกติดำเนินคดี เช่น กฎหมายฟอกเงิน กฎหมาย พ.ร.บ.มาตรการการสมคบเพื่อการค้ายาเสพติด พ.ศ.2534 ข้อมูลการหลบเลี่ยงภาษี ส่งให้กรมสรรพากร เรียกภาษีย้อนหลัง พร้อมใช้ พ.ร.บ.ต่อต้านการสนับสนุนการเงินด้านการก่อการร้ายของ ปปง. ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับใหม่มาดำเนินการ หวังตัดวงจรภัยแทรกซ้อนให้ขาดออกจากกัน