คอลัมนิสต์

'ไผ่ ดาวดิน'กับการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

'ไผ่ ดาวดิน'กับการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

17 ส.ค. 2559

'ไผ่ ดาวดิน'กับการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

            ประชามติร่างรัฐธรรมนูญจบลงไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลายคนปรับเข้าสู่โหมดเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และเดินตามเกมของตัวเอง บ้างเดินหน้าแก้ร่างรัฐธรรมนูญ บ้างเดินหน้าเตรียมการกฎหมายลูก บ้างเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง บ้างเฉลิมฉลองกับชัยชนะ และบ้างระทมตรมทุกข์คล้ายคนอกหัก

            แต่ระหว่างนั้นมีชายคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้ในแบบของเขา การต่อสู้ที่สืบเนื่องจากการทำประชามติ และที่สำคัญขณะนี้เขากำลังต่อสู้อยู่ในเรือนจำ

            เย็นวันที่ 6 สิงหาคม 2559 ชายหนุ่มสองคนคือ “จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา” หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักศึกษาหนุ่มวัย 25 ปี จากคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น อายุ 25 ปี และ “วศิน พรหมณี” นักศึกษาหนุ่มวัย 20 ปี จากสาขาวิชาวิศวกรรมธรณี ชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้เดินหน้ารณรงค์ด้วยการแจกเอกสารสามชุดของกลุ่ม “ประชาธิปไตยใหม่” 

            ชุดหนึ่งเป็นเอกสารความเห็นแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญ อีกชุดหนึ่งเป็นเอกสาร 7 เหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และชุดที่สาม เป็นเอกสารแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์

            ระหว่างที่กำลังแจกเอกสารอยู่นั้นเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวและแจ้งข้อกล่าวหาว่าทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยประชามติ ซึ่งศาลจังหวัดภูเขียวได้อนุญาตให้ประกันตัว 

            แต่การต่อสู้ของ “ไผ่ ดาวดิน” ก็ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาไม่ยอมประกันตัว โดยระบุว่าข้อกล่าวหาที่เขาถูกจับกุมนั้นเป็นความอยุติธรรม เพราะสิ่งที่เขาทำนั้นควรเป็นสิทธิที่จะรณรงค์ได้ตามกฎหมาย และประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับรู้ข้อมูลของสิ่งที่พวกเขาจะไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 

            เขาบอกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเพียงการแจกเอกสาร ซึ่งไม่ใช่เอกสารปลอม หรือเอกสารบิดเบือน ไม่ได้ใช้เครื่องขยายเสียง การจับกุมคุมขังจึงเป็นความอยุติธรรม ซึ่งศาลก็ให้ฝากขังเป็นเวลา 12 วัน โดยให้เหตุผลเรื่องความสะดวกในการสอบสวนเพิ่มเติม

            และตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม เป็นต้นมา “ไผ่ ดาวดิน” ก็ได้เริ่มอดอาหารประท้วง จากคำบอกเล่าของ “วิบูลย์ บุญภัทรรักษา” พ่อของไผ่ระบุว่า “ที่ทำไม่ได้มาเรียกร้องอะไร ทำเพื่อให้สังคม รวมถึงผู้ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องฉุกคิดดูบ้างว่าเรื่องอย่างนี้มันใช่หรือไม่ และถ้าสังคมปล่อยให้เป็นไปอยู่อย่างนี้แล้วบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร”

            ระหว่างการอดอาหารประท้วง “ไผ่ ดาวดิน” เพียงแค่ดื่มน้ำ และ นม จนร่างกายเริ่มอ่อนแอลง และเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขาก็เริ่มวูบและอ่อนแรงลง ขณะเดียวกันก็มีเสียงเรียกร้องให้เขาประกันตัวออกมาสู้คดี

            อย่างไรก็ตามเขาเลือกที่จะเดินหน้าสู้ตามแบบความคิดของเขา 

            ขณะที่ ผอ.เรือนจำภูเขียว ก็ยังไม่อนุญาตให้นำตัวเขาออกมารักษาตัวที่โรงพยาบาลภูเขียว โดยระบุว่าต้องรอให้แพทย์เข้าไปดูอาการเสียก่อน และล่าสุดได้ให้เข้าไปรักษาตัวในเรือนพยาบาลของเรือนจำ 

            แต่ในมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องบอกว่าการที่ไม่ยอมส่งไปรักษาข้างนอกนั้นเป็นการกดดันให้เขาต้องประกันตัวออกไป

            ระหว่างที่อดอาหารนั้น กลุ่มของเขาและผู้สนับสนุน รวมถึงประชาชนทั่วไปก็ให้กำลังใจผ่านวิธีต่างๆ เช่น การเขียนโปสการ์ด หรือทำจดหมายลูกโซ่ผ่านเฟซบุ๊ก  และล่าสุด ฮิมแมน ไรท์ วอทช์ ก็ออกมาร่วมกดดันให้ปล่อยตัวเขาออกมาโดยเร็ว

            ความเคลื่อนไหวของ “ไผ่ ดาวดิน” หลายคนสมน้ำหน้าโดยอ้างว่าทำผิดกฎหมายเอง  ไม่ยอมประกันตัว  แต่หากมองอย่างตัดจริตทางการเมืองทิ้งไป จะพบว่าสิ่งที่เขากำลังสู้นั้น คือการไม่ยอมสิโรราบต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม  สมควรหรือไม่ที่การทำประชามติจะถูกปิดกั้นข้อมูลความเห็นต่าง และยัดเยียดข้อหาปลุกระดม รวมถึงมองเอกสารเห็นต่างเป็น “เอกสารบิดเบือน” ทั้งๆ ที่กฎหมายคือเรื่องที่ต้องตีความ

            ก่อนหน้านี้มีหลายคนออกมาพูดผ่านโทรทัศน์ ผ่านสื่อรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ โดยไม่มีความผิดใดๆ 

            การสู้ของ “ไผ่ ดาวดิน” มิใช่การสู้เพียงเพราะการไม่เห็นชอบกับสิ่งที่รัฐกำลังทำ แต่หากกำลังต่อสู้เพื่อสิทธิ เพื่อความชอบธรรม และเมื่อสิทธินั้นได้รับการรับรองมิใช่มีเพียงเขาที่จะได้รับประโยชน์จากสิทธิและความยุติธรรมนั้น หากแต่หมายถึงประชาชนทุกคน และสังคมไทยก็จะได้รับสิทธิเสรีภาพด้วยเช่นกับที่สังคมอารยะพึงมี

            สิ่งที่ “ไผ่ ดาวดิน”  กำลังทำนั้นจะถูกจารึกเอาไว้ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะประวัติศาสตร์กำลังก่อตัวขึ้นแล้ว