คอลัมนิสต์

ย้อนรอย ระเบิด นอกชายแดนใต้ระวังโจทย์ใหม่ส่งออกมือป่วน

ย้อนรอย ระเบิด นอกชายแดนใต้ระวังโจทย์ใหม่ส่งออกมือป่วน

17 ส.ค. 2559

ย้อนรอยระเบิดนอกชายแดนใต้ ระวังโจทย์ใหม่ส่งออกมือป่วน

             แม้ในทางการสืบสวนของตำรวจและฝ่ายความมั่นคงจะตั้งประเด็นที่น่าจะเป็นชนวนเหตุของการลอบวางระเบิดใน 7 จังหวัดภาคใต้เอาไว้ถึง 4 ประเด็น ได้แก่

             1.กลุ่มการเมืองตรงข้ามรัฐบาล 2.กลุ่มก่อความไม่สงบชายแดนใต้ 3.กลุ่มเสียประโยชน์จากนโยบายรัฐ และ 4.กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ แต่ก็เป็นที่รู้กันวงในว่า จนถึงขณะนี้รัฐบาลตัดเหลือเพียง 2 ประเด็นเท่านั้น คือ ฝีมือของกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล กับการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบจากชายแดนใต้

             หากฟังสุ้มเสียงของผู้รับผิดชอบเบอร์ 2 ของรัฐบาลและคสช. คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะพบว่าผู้มีอำนาจให้น้ำหนักประเด็นไฟใต้ขยายวงน้อยกว่าประเด็นการเมือง

             “ผมมั่นใจว่าไม่ใช่การขยายพื้นที่ของผู้ก่อเหตุจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่อาจจะมีคนจากทาง 3 จังหวัดเป็นคนเอามาทำ แต่ทำเรื่องอะไรผมไม่รู้” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าว

             เมื่อนักข่าวถามต่อว่า มีความเป็นไปได้ไหมที่จะว่าจ้างคนจาก 3 จังหวัดใต้ขึ้นมาก่อเหตุ พล.อ.ประวิตรบอกว่า “อาจจะเป็นไปได้ แต่อย่าเพิ่งไปเจาะจงอะไรมาก และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัย”

             ข้อสันนิษฐานเรื่องกลุ่มก่อความไม่สงบจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ขยายพื้นที่ปฏิบัติการกลายเป็นปมร้อนขึ้นมา เมื่อมีนักวิเคราะห์จากต่างประเทศระบุว่า “บีอาร์เอ็น” คือกลุ่มติดอาวุธกลุ่มเดียวในเมืองไทยที่มีศักยภาพก่อเหตุระดับนี้ได้

             เมื่อพิจารณาประกอบกับลักษณะของระเบิดแสวงเครื่องขนาดเล็ก และรูปแบบการก่อเหตุที่ใช้วิธีการสร้างสถานการณ์หลายๆ จุดในเวลาใกล้เคียงกัน จึงยิ่งคล้ายคลึงกับเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น

             ข้อสังเกตนี้ตรงใจกลุ่มคนที่ไม่เชื่อว่า เหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้เป็นฝีมือของกลุ่มการเมืองตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งมีทั้งไม่เชื่อโดยสุจริตใจ และไม่เชื่อแบบตั้งธงล่วงหน้า จึงมีการขยายประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

             ยิ่งเมื่อมีการตรวจพบว่าโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายใช้ในการจุดระเบิดแทบทุกจุด คือมือถือยี่ห้อซัมซุง ฮีโร่ ที่สั่งซื้อจากมาเลเซีย ยิ่งทำให้หลายคนฟันธงว่า เหตุระเบิดเที่ยวนี้เป็นฝีมือบีอาร์เอ็นแน่นอน

             ร้อนถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องออกมาช่วยสยบข่าวนี้อีกแรง โดยย้ำว่า แม้อุปกรณ์ประกอบระเบิดจะคล้ายคลึงกับที่มีใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น

             “อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบระเบิด อย่างสายไฟ แผงวงจรจะไปหาซื้อที่ไหนก็ได้ เหมือนซื้อรองเท้าฟองน้ำ สามารถไปหาซื้อที่ไหนก็ได้” ผบ.ตร.กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2559

             ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่ระเบิดแสวงเครื่องหลายๆ จุดไม่เกิดระเบิดเพราะการต่อวงจรไม่สมบูรณ์ เป็นความผิดพลาดจริงๆ หรือจงใจทิ้งหลักฐานไว้เพื่อให้เป็นเบาะแสลวง...

             จะว่าไปการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุระเบิดป่วนภาคใต้ 7 จังหวัดเป็นการขยายพื้นที่ปฏิบัติการของบีอาร์เอ็น นับว่าอ่อนไหวอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐไทยกำลังมีปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากกลุ่มขบวนการที่อ้างว่าต้องการแบ่งแยกดินแดน

             เพราะหากไม่เป็นความจริง ก็เท่ากับเป็นการช่วยโฆษณาให้บีอาร์เอ็นโดยไม่ต้องลงแรง กลายเป็นการสร้างภาพให้บีอาร์เอ็นดูเข้มแข็งกว่าความเป็นจริง และหากมองในมิติการพูดคุยเจรจา ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองให้บีอาร์เอ็นไปในตัว

             ขณะเดียวกัน ปัจจุบันจากปัญหายางพาราราคาตกต่ำทำให้คนจาก 3 จังหวัดซึ่งมีอาชีพหลักในการทำสวนยางพารา และส่วนใหญ่ทำแบบพอเพียง พื้นที่ไม่กี่ไร่ ต้องขาดรายได้ในการดำรงชีพ จึงต้องอพยพไปทำงานนอกพื้นที่จำนวนมาก

             ทั้งเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต กระบี่ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ทำงานรับจ้างทั่วไป เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) หรือแม้แต่ขับแท็กซี่

             การวิจารณ์หรือการเสนอข่าวแบบเหมารวมโดยไม่แยกแยะว่าใคร กลุ่มไหนกันแน่ที่ก่อความรุนแรง อาจส่งผลให้ประชาชนในภูมิภาคอื่นมองคนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในแง่ลบมากขึ้นไปอีก ส่งผลกระทบทั้งเรื่องการหางานทำ และการอพยพย้ายถิ่นฐาน

             เมื่อไม่นานมานี้ก็มีคนจากภาคใต้ตอนล่างเข้าร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีถูกบังคับเลิกจ้างจากบริษัทซับคอนแทรคที่รับงานในท่าอากาศยาน

             นี่คือกรรมของคน 3 จังหวัดใต้จากปัญหาที่เกิดขึ้น!

             สิ่งที่พึงพิจารณาก็คือ คนมุสลิมจาก 3 จังหวัดใต้ไม่ได้เป็นแนวร่วมของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทั้งหมด แต่มีเพียงบางส่วน และเป็นส่วนน้อยเท่านั้น คนทั่วๆ ไปล้วนเป็นคนดี ประกอบอาชีพสุจริต

             ในทางกลับกัน กลุ่มติดอาวุธหรือกลุ่มนิยมความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ก็ไม่ได้มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน หรือต้องสังกัดขบวนการก่อความไม่สงบเท่านั้น เพราะจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ยืดเยื้อ ทำให้อาวุธหาง่าย หลายคนก็ตั้งตนขึ้นมาเป็นกลุ่มติดอาวุธรับจ้าง ขณะที่นักรบในขบวนการแบ่งแยกดินแดนจำนวนหนึ่งก็เริ่ม “แตกแถว” เพราะต่อสู้มานานยังไม่ชนะเสียที

             ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงเหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้นนอกพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าแม้หลายครั้งจะพบระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายใช้มีความคล้ายคลึงกับที่เคยเกิดในภาคใต้ตอนล่าง แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนโดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น (ดูกราฟฟิกประกอบ)

             หนำซ้ำหลายกรณียังสรุปได้ว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองอย่างชัดเจน ไม่ใช่ไฟใต้ขยายวง หรือขยายพื้นที่ปฏิบัติการ

             เช่น ระเบิด 9 จุดช่วงปลายปี 2549 หลังรัฐประหารเพียง 3 เดือน, ระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง เมื่อปี 2553 แม้จะมีการตรวจสอบได้ว่ารถกระบะที่ลำเลียงระเบิดมาส่งเป็นรถจาก จ.นราธิวาส แต่คดีนี้ก็สรุปว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองขับไล่รัฐบาลมากกว่าประเด็นไฟใต้

             เช่นเดียวกับระเบิดไปป์บอมบ์ทั้งที่มีนบุรี เมื่อปี 2557 และสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามในปีถัดมา ก็สรุปว่าเป็นเรื่องการเมือง

             ขณะที่คาร์บอมบ์ในลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนเมษายน 2558 แม้กลุ่มผู้ก่อการจะเป็นคนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบทั้งหมด แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็มีกลิ่นของการเมืองเจือปนอยู่ไม่น้อย

             โดยเฉพาะปฏิบัติการบนเกาะสมุย พื้นที่อิทธิพลของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งต้องขับรถลงเรือเฟอร์รี่ไปวางระเบิด วิธีการแบบนี้ไม่มีทางหลุดรอดจากการตรวจสอบย้อนกลับหลังเกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เลย

             การก่อเหตุรูปแบบนี้ จึงแตกต่างจากปฏิบัติการของกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เน้นความรัดกุม และต้องมีความเสี่ยงน้อยที่สุดอย่างชัดเจน

             แม้โอกาสของการขยายพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจะมีไม่มากนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายๆ ครั้งมีคนจากภาคใต้ตอนล่างไปเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงนอกพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสอยู่จริง

             ฉะนั้นประเด็นที่น่ากังวลไม่น้อยหลังเหตุบึ้มป่วน 7 จังหวัดก็คือ พื้นที่ชายแดนใต้กำลังเป็นฐานการผลิตมือระเบิดหรือกลุ่มใช้ความรุนแรงที่ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง หรือแก๊งมาเฟียผิดกฎหมายสามารถเรียกใช้งานเพื่อสร้างความปั่นป่วนไปแล้วหรือไม่

             โจทย์ข้อนี้ดูจะใหญ่กว่าไฟใต้ขยายวงเสียอีก!