คอลัมนิสต์

จุดเปลี่ยนแม่-ลูก...ปัญหา'โลกลวงไลน์'

จุดเปลี่ยนแม่-ลูก...ปัญหา'โลกลวงไลน์'

16 ส.ค. 2559

จุดเปลี่ยนแม่-ลูก...ปัญหา'โลกลวงไลน์' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

            คดีนักศึกษาสาววัย 19 ปี ถูกล่อลวงไปรุมโทรมจนเสียชีวิตโดยกลุ่มวัยรุ่นชายรู้จักกันผ่านเฟซบุ๊กเพียง 2 วันนั้น กลายเป็นข่าวสะเทือนใจและถือเป็นคดีตัวอย่างปัญหาอาชญากรรมจากโลกออนไลน์ที่มีจำนวนมากขึ้น โดยผู้ปกครองหลายคนรู้สึกวิตกกังวลว่า เด็กๆ ในครอบครัวของตนเองอาจกลายเป็นเหยื่อได้สักวัน...

            หลักฐานสำคัญในคดีข้างต้น ได้แก่ 1.มีการส่งข้อความคุย หรือแชท กัน “เฟซบุ๊ก” และใน “ไลน์” 2.ตรวจพบ “ยาเลิฟ” หรือสารปลุกอารมณ์ทางเพศในร่างกายของสาวผู้เสียชีวิต 3.แพทย์ระบุสาเหตุเบื้องต้นเกิดจากหัวใจล้มเหลว

            ตำรวจตั้งข้อหาเบื้องต้นว่า เข้าข่ายวางแผนล่อลวงในลักษณะอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ พร้อมเตือนผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลานรู้เท่าทันพิษภัยสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ “แม่” ของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่สามารถทำใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะลูกสาวเป็นเด็กน่ารัก ร่าเริง และเป็นที่รักของทุกคน ขยันช่วยทำงานต่างๆ สนิทกับลูกสาวมาก อยู่ด้วยกันตลอด วันหนึ่งเมื่อไม่มีกันก็รู้สึกหดหู่ใจ...

            “สื่อสังคมออนไลน์” กลายเป็นหนึ่งในปัญหาการสื่อสารของครอบครัวยุคใหม่ มีเสียงพร่ำบ่นมากขึ้นทุกวันว่า แม้อยู่ใกล้ชิดกันมากเพียงไร แต่ดูเหมือนลูกหลานจะเชื่อฟังหรือเชื่อถือผู้คนใน “โลกออนไลน์” มากกว่า “โลกจริง”

            รายงาน “ผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2558 (Thailand Internet User Profile 2015)” สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่เจาะลึกไปยังกลุ่มตัวอย่าง 4 กลุ่ม ได้แก่ เจนแซด (Gen z) ช่วงอายุน้อยกว่า 15 ปี, เจนวาย (Gen y) 15-34 ปี, เจนเอ็กซ์ (Gen x) 35-50 ปี และ เบบี้บูม (Baby Boomer) อายุ 51 ปีขึ้นไป

            ผลสำรวจพบว่า “เจนวาย” วัยรุ่น 15–34 ปี เป็นกลุ่มใช้อินเทมอร์เน็ตมากสุดถึง 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ 8 ชั่วโมง ส่วนแอพพลิเคชั่นที่คนไทยนิยมมากสุดคือ เฟซบุ๊ก และไลน์

            งานวิจัยเรื่อง “วัยรุ่นใช้สื่อออนไลน์อย่างไรในการหาคู่” ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่ากลุ่มวัยรุ่นใช้สื่อสังคมออนไลน์ ทั้ง เฟซบุ๊ก-ไลน์ เพื่อหา “เพื่อน” “แฟน” “กิ๊ก” และ “คู่นอน” โดยแบ่งเป็นกลุ่ม 4 กลุ่ม 1.กลุ่มวัยรุ่นใช้สื่อออนไลน์พูดคุยกับเพื่อนทั่วไปเท่านั้น 2.เป็นช่องทางคุยกับกิ๊ก แต่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อมีเพศสัมพันธ์หรือหาคู่ 3.เพื่อมีแฟนและกิ๊ก และมีเพศสัมพันธ์กับทุกคน 4.เพื่อมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องแฟนหรือกิ๊ก โดย 2 กลุ่มหลังนั้นเป็นวัยรุ่นชายที่ใช้หาคู่ชัดเจนกว่าวัยรุ่นหญิง อีกทั้งใช้เวลาพูดคุยทำความรู้จักไม่นานก่อนการมีเพศสัมพันธ์

            ปัญหาการล่อลวงทางเพศผ่านบทสนทนาพูดคุยจีบกันใน โลกสังคมออนไลน์ ก่อนชักจูงมาพบกับตัวจริง เพื่อทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ผู้ปกครองที่มีลูกหลานวัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมวัยรุ่นจึงรู้ไม่เท่าทันการหลอกลวงกล้าออกไปพบเจอคนแปลกหน้า โดยที่ไม่ได้เป็นเพื่อนหรือมีใครแนะนำให้รู้จักกันมาก่อน !

            ทำไมลูกเชื่อคนอื่น “ไม่เชื่อแม่” ?

            “ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม” นักจิตวิทยา ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) วิเคราะห์ให้ฟังว่า ช่วงนี้มีผู้ปกครองนำบุตรหลานมารักษาอาการติดเน็ต ติดเกม ติดพนัน ติดแอพออนไลน์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก เด็กวัยรุ่นบางคนเล่นจนตาแทบบอด ไม่กินไม่นอน พ่อแม่พูดอะไรก็ไม่ฟัง ผู้ปกครองบางคนลงโทษขั้นเด็ดขาด ยึดโทรศัพท์มือถือ ปิดคอมพิวเตอร์ แต่ลูกหลานก็แอบมาขโมยเปิดเล่นตอนดึกๆ และไม่เปิดไฟ กลายเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าเดิม

            “คดีล่อลวงสาววัยรุ่นผ่านแชทที่เกิดขึ้น เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองและครูไม่รู้เท่าทันยาเสพติดหรือยาปลุกเซ็กส์ที่พัฒนารูปแบบไปมากจากแต่ก่อน ยาเลิฟ ยาไอซ์ ล้วนแต่ทำให้เกิดความต้องการทางเพศได้ ตอนนี้ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตอนนี้สารบางชนิดไม่ต้องเอาไปผสมในน้ำหรืออาหารแล้ว แค่ผู้ชายพ่นใส่ปากแล้วไปจูบกับผู้หญิงก็ได้ผลทันที ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องแก้ที่ผู้ใหญ่ เพราะเด็กยังไม่รู้เท่าทันสังคม พวกเราจะมีวิธีให้ความรู้แก่พวกเขาอย่างไร ทั้งยาดม ยาอม ยาสูบ พิษร้ายรูปแบบต่างๆ รวมถึงการมีสติไม่หลงชื่อคารมคำหวานของคนที่ไม่รู้จักง่ายๆ”

            ดร.วัลลภ อธิบายต่อว่า เป็นธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นที่จะไม่เชื่อพ่อแม่ รู้สึกเหมือนถูกดุด่าหรือสั่งสอนโน่นนี่ตลอดเวลา พ่อแม่ต้องใช้วิธีพูดคุยกับลูก และต้องยอมรับว่า “เพื่อน” คือคนที่ลูกเรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เด็กคบเพื่อน เพราะเพื่อนมีอะไรบางอย่างที่คนในครอบครัวไม่สามารถเติมเต็มให้พวกเขาได้ เช่น กรณีแม่มาฟ้องว่า ลูกไปคบเพื่อนแล้วนัดกันเป็นกลุ่มไปเที่ยวญี่ปุ่น ทำให้กลัวลูกถูกล่อลวงไม่น่าไว้วางใจ แต่พอนักจิตวิทยาคุยกับลูกแล้ว กลายเป็นว่า เคยขอเงินแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่น แม่บอกว่าแพงไม่ต้องไป แต่พอไปคุยกับเพื่อนๆ เขาช่วยกันคิดหาวิธีการซื้อตั๋วราคาถูก ที่พักราคาไม่แพง ไปเที่ยวได้หลายวันแค่ไม่เกิน 2 หมื่นบาท ลูกก็ไม่สนใจคำห้ามของแม่

            “การห้ามลูกคบเพื่อนไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่แม่หรือผู้ปกครองต้องพยายามพูดคุยกับลูกเพื่อรู้ให้ได้ว่า ทำไมลูกถึงคบเพื่อนคนนั้น ทำไมต้องมีเพื่อนเยอะแยะ ทุกอย่างมีเหตุผล ถ้าลูกเราคบกับเพื่อนคนไหนแสดงว่าคนนั้นต้องมีอะไรบางอย่างที่ลูกเราเห็นว่าเขาดี ในทางกลับกัน เด็กบางกลุ่มไม่ยอมคบเพื่อน ไม่ยอมพูดคุยกับคนอื่น ไม่คุยกับพ่อแมด้วย บางครั้งเพราะถูกกดดันให้เรียนหนักให้อ่านหนังสือตลอดเวลา เด็กเลยไม่มีทักษะในการคบหาเพื่อน รู้สึกโดดเดี่ยว สุดท้ายก็อยากฆ่าตัวตาย ยิ่งไม่มีเพื่อนก็ยิ่งกลุ้มใจ เคยมีเคสที่เด็กติดเหล้า เพราะเวลากินเหล้าแล้วกล้าพูดคุยกับคนอื่น แต่ถ้าไม่กินเหล้าไม่กล้าคุย จนกลายเป็นคนติดเหล้า”

            นักจิตวิทยาข้างต้นแนะนำว่า ปัจจุบันมีเทคนิคการแก้ปัญหาโดยเน้นใช้หลักการ “สติสังคม” หมายถึง วิธีให้เด็กวัยรุ่นมารวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แล้วพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเองในสิ่งที่พวกเขาสนใจ สิ่งที่เป็นปัญหา ติดเกม ติดพนันออนไลน์ ติดแชท หรือยาเสพติด ยาเลิฟ ฯลฯ ให้พวกเขาช่วยกันคุยแลกเปลี่ยนไอเดีย โดยมีคำถามสำคัญ 4 ข้อ คือ 1.ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร 2.ทำแล้วมีคุณค่าตรงไหน 3.จะใช้เวลาทำอีกนานแค่ไหน และ 4.สำคัญอย่างไรกับชีวิตของเขา วัยรุ่นทั่วไปไม่อยากฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ แต่ถ้าเป็นเพื่อนหรือรุ่นพี่พูดแนะนำเขาจะรับฟังมากกว่า สังเกตได้จากในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เด็กจะไม่ยกมือไหว้ครูบาอาจารย์แต่จะไหว้รุ่นพี่แทน

            สำหรับกรณีลูกวัยรุ่นไม่ยอมพูดคุยกับแม่...

            ดร.วัลลภแนะนำว่า ควรเริ่มจากการเลิกบ่นด่า ตำหนิหรือสั่งสอนลูกตลอดเวลา เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่ชอบความสนุกสนาน ให้เริ่มจากการ “ฟัง” และ “คุย” พยายามชวนลูกคุยเรื่องทั่วไป เช่น เรื่องอาหารการกิน เพราะทุกคนต้องกิน จากนั้นตั้งใจฟังเวลาที่ลูกคุย อย่าพูดแทรก เช่น ลูกไปงานรับน้องกลับดึก ไม่ควรดุด่าว่าทำไมกลับมาค่ำมืด แต่ควรชวนคุยว่า สนุกไหมเจอใครบ้าง กินข้าวมายัง ถ้ากินแล้วอร่อยไหม มีกิจกรรมอะไรบ้าง ฯลฯ นอกจากนี้ พ่อแม่ยังต้องพยายามเสาะหาความรู้เรื่องอินเทอร์เน็ตหรือโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในโลกออนไลน์และสามารถพูดคุยกับลูกได้รู้เรื่องมากขึ้น

            สอดคล้องกับ “นพ.ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล” จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น วิเคราะห์ให้ฟังว่า กรณีลูกหลานไม่เชื่อฟังผู้ปกครอง แล้วเชื่อเฟซบุ๊กหรือคนในแชทออนไลน์แทนนั้น หากอยากแก้ปัญหาต้องหารากเหง้าของปัญหาให้เจอ ส่วนใหญ่เกิดจาก 2 ปัญหาด้วยกัน ได้แก่ 1.ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่สะสมมานานและค่อยๆ ห่างเหินกันไป 2.พ่อแม่กลายเป็นผู้ไม่มีอิทธิพลทางความคิดของลูก

            นพ.ดุสิต แนะนำต่อว่า หากลูกยังเล็กก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกได้ด้วยทฤษฎีบันได 4 ขั้น บันไดขั้น 1 คือ การเก็บข้อมูลคอยสังเกตพฤติกรรมและการกระทำของลูก บันไดขั้น 2 พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุว่าทำไมลูกหลานแสดงออกแบบนั้น บันไดขั้น 3 ลงมือทำโดยใช้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช้ความรุนแรง บันไดขั้น 4 การสร้างนิสัยและปลูกฝังให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีกว่าเดิม

            “ลูกจะเชื่อฟังพ่อแม่ก็เมื่อพวกเขารู้สึกว่าเป็นไอดอล หรือเป็นฮีโร่บางอย่างสำหรับเขา คำว่าเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด หมายถึงเขารู้สึกชื่นชมและรู้ว่าน่าสนใจเรียนรู้ เลียนแบบหรือทำตามได้ ถ้าอยากให้ลูกเคารพ คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามเรียนรู้อะไรที่มากกว่าลูกของเรา เช่น รู้จักใช้อินเทอร์เน็ต ไลน์ เฟซบุ๊ก ทำตัวเองให้ลูกชื่นชมว่าเก่งกว่า มีความรู้มากกว่า ส่วนเรื่องความรักความอบอุ่นก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ต้องอาศัยความใกล้ชิดเพื่อให้ลูกรู้สึกถึงความรักความห่วงใยของเรา” นพ.ดุสิต กล่าวแนะนำทิ้งท้าย

            ล่าสุด หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งพยายามเผยแพร่คำแนะนำเพื่อลดสถิติการถูกล่อลวงจากอินเทอร์เน็ต ได้แก่ 1.ขอให้ติดตามข่าวสารกรณีการถูกหลอกลวงรูปแบบต่างๆ เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อ 2.ไม่หลงเชื่อข้อความชักชวนหรือโฆษณาที่เกินจากความเป็นจริง 3.เมื่อพบเห็นข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับภัยอันตรายต่างๆ ให้เผยแพร่หรือส่งต่อเพื่อนและครอบครัว

            และที่สำคัญ คือ 4.แนะนำให้ลบอีเมลจากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก หรือใช้โปรแกรมสแกนไวรัสอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากอาชญากรรมบนออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มจากการใช้โปรแกรมไวรัส ไปดึงฐานข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ออกมา แล้วแสร้งทำเป็นเหมือนคนรู้ใจ โดยใช้ข้อมูลที่ขโมยมานั่นเอง

            ปัญหา “โลกลวงไลน์” กลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่หน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งช่วยกันจัดระเบียบ เพื่อให้จบเป็น “คดีคอมพิวเตอร์” แทนที่จะลุกลามกลายเป็น “คดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ”