
แยกความเห็นกับความจริง
แยกความเห็นกับความจริง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2559
ประชาชนคนไทยคงพอจะเบาใจได้บ้าง กับความวิตกกังวลว่า เหตุการณ์ระเบิดและวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพียงระยะสั้นเท่านั้น และเชื่อว่าผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจจะมีมูลค่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาท อีกทั้งสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็ว ผลกระทบจะมีมากน้อยขึ้นกับฝ่ายความมั่นคงจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้เร็วเพียงใด สิ่งสำคัญต้องหาสาเหตุของการก่อเหตุให้เร็วที่สุด เช่นเดียวกับ นายกลินท์ สารสิน รองประธานหอการค้าไทย ที่นอกจากจะเชื่อว่า ส่งผลกระทบระยะสั้นแล้ว ยังบอกเอาไว้ด้วยว่า เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับมาปกติได้โดยเร็ว จึงกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่มากนัก
กระนั้นก็ตาม ยังมีผลกระทบอีกทางหนึ่งซึ่งอาจจะไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลข หากแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ ความเชื่อมั่น และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนี้ได้ทุกเมื่อ ตราบเท่าที่กลไกในการสืบสวนสอบสวนยังไม่สามารถเสาะแสวงหาความจริงเพื่อนำไปสู่มาตรการทางกฎหมาย และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ ดังนั้น หน่วยงานรัฐโดยเฉพาะในด้านความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหาร จำต้องทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อไม่ให้ "ความเห็น” ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเหมือนเชื้อโรค ซ้ำเติมสถานการณ์ และเพิ่มความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ก็ออกปากห้ามปรามการเสนอข่าวที่จะนำไปสู่ความเกลียดชัง
ข่าวสารที่เผยแพร่ออกมาภายหลังเกิดเหตุระเบิดขึ้นไม่นาน บอกกล่าวกับสังคมในทำนองว่า เหตุการณ์นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ถ้าหากตีความก็คงไม่พ้นไปจากความไม่พอใจของฝ่ายที่พ่ายแพ้ ซึ่งก็คือฝ่ายเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับนักการเมือง เหตุระเบิดใน 7 จังหวัดภาคใต้จึงเป็นเรื่องการเมืองในพริบตา เป็นการเดินทางของข่าวสารด้าน “ความเห็น” ที่ล่วงหน้าไปก่อนการสืบสวนสอบสวนหาเบาะแสของเจ้าหน้าที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ว่าความเห็นจากสมมุติฐานนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม ก็อาจจะเป็นการ ”นำไปสู่ความเกลียดชัง” เช่นเดียวกับกรณีที่วิเคราะห์กันว่า อาจจะมีกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้เข้ามาผสมโรงด้วย ซึ่งนั่นก็หนีไม่พ้นความตื่นตระหนกอีกกรณีหนึ่ง
ความเสียหายอันเกิดกับเศรษฐกิจนั้น เป็นเรื่องที่สามารถฟื้นฟูได้ แม้จะอาศัยความเชื่อมั่นอยู่ด้วยก็ตาม แต่ก็ต่างออกไปจากผลกระทบในทางสังคมโดยเฉพาะ ในยามที่ชาติบ้านเมืองต้องอาศัยกฎหมายคัดท้ายอย่างเคร่งครัด ทุกฝ่ายก็ควรจะให้เวลาการทำงานของกระบวนการยุติธรรม ที่จะพิสูจน์ความจริงด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ปราศจากอคติ หรือความเห็นใดๆ ที่นอกจากจะถูกบิดเบือนไปได้แล้ว ยังสร้างความตระหนกให้แก่สังคมด้วย ขณะเดียวกัน สำหรับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทำร้ายบ้านเมือง ก็จะต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย หรือคนมีสังกัด มีสี มีฝ่ายหรือไม่ก็ตาม ความยุติธรรมและความเชื่อมั่นจะกลับมาโดยเร็วได้ ก็ด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่อยู่เหนือความเห็นใดๆ



