'ไฮไลท์'หลังประชามติ
'ไฮไลท์'หลังประชามติ : กระดานความคิด โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation)
หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปด้วยสถิติที่ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถ “ยืดอก” ได้ คำถามคือ ไฮไลท์สำคัญใน “โรดแม็พ” ไปสู่เลือกตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง
เบื้องต้นจะอยู่ที่ 2 จุดหลัก คือ การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ และการทำกฎหมายประกอบร่างรัฐธรรมนูญที่โฟกัสอยู่ที่ “กฎหมายพรรคการเมือง” ว่าจะมีการ “รีเซตพรรคการเมือง” หรือไม่
จุดแรกในขั้นตอนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม “คำถามพ่วง” ที่ให้ “ส.ว.มาร่วมกับ ส.ส.ในการเลือกนายกฯใน 5 ปีแรก” นั้น
ขั้นตอนนี้มีอย่างน้อย 2 ประเด็นที่ต้องจับตาดูคือ
ประเด็นที่ 1 คือ ขั้นตอนในการกำหนดให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกฯ ซึ่งจะทำให้การเลือกนายกฯทำโดย “รัฐสภา” เช่นเดียวกับบทบัญญัติที่ว่า หากไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีที่พรรคเสนอมาได้ ให้ขอมติจาก “รัฐสภา” ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เพื่ออนุญาตให้เลือกนายกฯ นอกบัญชีได้
หากมีการแก้ไขให้รัฐสภา เป็นผู้เลือกนายกฯ ในบัญชี หากเลือกไม่ได้ยังจะต้องให้นัดประชุมรัฐสภาอีกครั้งหรือไม่ หรือจะให้ทำแบบ “ม้วนเดียวจบ”
ประเด็นที่ 2 คือ จะมีการตีความ “คำถามพ่วง” แบบแคบหรือแบบขยายความ
หากตีความแบบแคบ เนื้อหาที่เพิ่มขึ้นในบทเฉพาะกาลจะมีเฉพาะข้อกำหนดให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ และหากมีการตีความแบบกว้าง อาจกินความไปถึงอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ ส.ว.ด้วย
ก่อนหน้านี้เคยมีการวิเคราะห์ว่า หากให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกฯด้วย อาจจะมีการตีความให้ ส.ว.มีอำนาจตรวจสอบ คืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ด้วย ซึ่งอำนาจนี้ก็เคยเป็นข้อเสนอในหนังสือ “ข้อเสนอแนวทางปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ” ของ คสช. เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559
อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวจากฝ่าย คสช.กล่าวว่า "ข้อเสนอตอนนั้นที่ต้องการให้ ส.ว.มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะไม่ได้เสนอให้ ส.ว.มาเลือกนายกฯ แต่เมื่อได้อำนาจเลือกนายกฯ แล้ว คงไม่มีการตีความขยายไปให้ ส.ว.มาอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เพราะถ้าอย่างนั้นก็จะมากเกินไป และหลายคนใน กรธ.เองก็เคยยืนยันแบบนี้”
อีกจุดที่ต้องจับตาคือ ขั้นตอนของการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 240 วัน แต่ไฮไลท์ที่สุดจะอยู่ที่ “กฎหมายพรรคการเมือง” ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับ 1 ใน 4 ฉบับ ที่จะต้องทำให้เสร็จก่อนไปสู่การเลือกตั้ง (อีก 3 ฉบับ คือ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ว., กฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และ กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง)
ใจความสำคัญที่ต้องดูในกฎหมายพรรคการเมือง คือ จะกำหนดให้ทุกพรรคการเมืองต้องมาจดทะเบียนใหม่ หรือที่เรียกว่า “รีเซต” กันใหม่หรือไม่
มีการมองกันว่า เจตนาหนึ่งของผู้เสนอไอเดีย “รีเซต” พรรคการเมือง คือ เพื่อให้เกิดภาวะ “ผึ้งแตกรัง” แล้วมาจัดระบบกันใหม่ เป้าหมายเพื่อ “ตัดกำลัง” พรรคใหญ่ขั้วอำนาจเก่า คือ “พรรคเพื่อไทย” ที่ต้องการล้างคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลอีกด้านบอกถึงเป้าประสงค์ในการ “รีเซต” พรรคการเมืองว่า อาจจะอยู่ที่ฝั่ง “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ต้องการล้างคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่
นอกจาก 2 จุดนี้ ระหว่างทางคงมีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกเป็นระยะๆ!



