
ประมวลจริยธรรม...
07 ก.พ. 2552
คำว่า จริยธรรม ตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้จำกัดความไว้ หมายถึง ธรรมที่เป็น ข้อประพฤติปฏิบัติ
เหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่สู้จะปกติ ทั้งที่ผ่านมาแล้ว และยังเป็นอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะว่า นักการเมืองส่วนหนึ่งของสังคมไทยเราขาดจริยธรรมนั่นเอง
ดังนั้นด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 จึงได้ระบุไว้ว่าให้มีบัญญัติว่าด้วยการจัดทำ ประมวลจริยธรรมของนักการเมืองเอาไว้ให้แน่ชัดด้วย
ประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่สำนัก นายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ได้ออกมานั้น พอจะสรุปสาระใจความส่วนหนึ่งได้ว่ามีดังนี้
นักการเมืองต้องมีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบ
นักการเมืองต้อง ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรมและถูกกฎหมาย ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงและต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปแทรกแซงบุคคลหรือกิจการอันใด นอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนด
นักการเมืองต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบจริยธรรม คุณธรรมและศีลธรรม ทั้งโดยส่วนตัวและโดย หน้าที่ความรับผิดชอบที่มีอยู่ต่อสาธารณชน ข้อนี้นับว่าสำคัญ เพราะเป็นการวางตนให้เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาของประชาชนทั่วไป
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ต้องแสดงความรับผิดชอบตามควรแก่กรณีเมื่อปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง หรือว่าปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง
จากกรณีการลาออกของอดีตผู้ว่าฯ กทม. มาจนถึงกรณีล่าสุดการลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แห่งพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทั้งคู่นับว่าสมควรแก่การชมเชย ด้วยอย่างน้อยก็ได้แสดงให้เห็นว่า พร้อมที่จะปฏิบัติตนตามประมวลจริยธรรมของนักการเมืองดังที่ได้กล่าวมานี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ประมวลจริยธรรมเหล่านี้ที่มีอยู่ระบุไว้ ได้ครอบคลุมกว้างขวางยิ่งกว่ากฎ 9 ข้อของนายกรัฐมนตรีเสียอีก
พรรคใดไหนอื่นจะว่าอย่างไรไม่รู้ แต่ผมขอยกย่องชมเชยทั้ง คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน และคุณวิฑูรย์ นามบุตร นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้ให้ปรากฏครับ การสร้างค่านิยมทางจริยธรรมเช่นนี้ มีแต่ทำให้สูง จะไม่ตกต่ำแน่นอน
เพราะสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเมืองยุคนี้ ที่จะเรียกความศรัทธาเชื่อถือคืนมาจากประชาชนได้ ดังที่นายกรัฐมนตรีหวังไว้



