จับตาสมุยโมเดลบึ้มป่วนภาคใต้โยง การเมือง ?
รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงให้น้ำหนักไปที่ การเมือง มากที่สุด การให้น้ำหนักเช่นนี้ย่อมเป็นการหวังผลทาง การเมือง ในทางกลับกันด้วยนั่นเอง
บางช่วงบางตอนในคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หลังทราบผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เมื่อวันพุธที่ 10 สิงหาคม 2559 เป็นการยอมรับว่า สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ 100% ระหว่างบรรทัดของคำแถลงชี้ชัดว่านายกรัฐมนตรีทราบอยู่ก่อนแล้วว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่จะสร้างสถานการณ์ความไม่สงบขึ้น
ฉะนั้นเมื่อเกิดระเบิดและวางเพลิงเกือบ 20 จุด ใน 7 จังหวัดภาคใต้ ท่าทีของผู้ใหญ่ในรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง และตำรวจ จึงออกมาตรงกัน โดยให้น้ำหนักไปที่ปัญหา การเมือง ภายในเป็นหลัก
สาเหตุใหญ่ๆ นอกจากไม่ยอมรับผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว บางฝ่ายยังเชื่อว่า น่าจะเป็นการตอบโต้คำแถลงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่พูดทำนองว่า คนไทยทั้งประเทศสนับสนุนนายกฯ ประยุทธ์ เพราะเสียสละเข้ามาทำให้บ้านเมืองสงบ
เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลว่า คนทั้งประเทศไม่ได้ให้การยอมรับและสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ดังคำกล่าวของ พล.อ.ประวิตร และรัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง
ต้องไม่ลืมว่า ความสงบในบ้านเมือง ไม่มีการชุมนุมขนาดใหญ่ และไม่มีการใช้ความรุนแรงระหว่างกันเหมือนช่วงก่อนการรัฐประหาร คือ “จุดขาย” ของ คสช.และรัฐบาลชุดนี้ และน่าเชื่อว่า ปัจจัยนี้เองคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คะแนนประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งคำถามพ่วง ออกมาสวนทางความรู้สึกของใครหลายคน
ไล่เรียงดูจุดเกิดเหตุรุนแรง ล้วนเป็นจังหวัดฐานเสียงที่เรียกได้ว่าเป็น “เมืองหลวง” ของพรรคประชาธิปัตย์ และกปปส.ทั้งสิ้น คะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญพุ่งสูงกว่าร้อยละ 80 ทำให้มีบางฝ่ายมองว่า การออกมาประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคนอาจเป็นแค่การเล่นละคร สร้างกระแสประชาธิปไตย ไม่เป็นลูกน้องทหาร
เมื่อหันไปดูรูปแบบของระเบิดที่ใช้ แม้จะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ที่แน่ๆ คือเป็นระเบิดแสวงเครื่อง โดยมีสะเก็ดระเบิดแบบ “บอล แบริ่ง” ซึ่งเคยถูกใช้มาแล้วในช่วงการชุมนุมทาง การเมือง เมื่อปี 2553 ส่วนระเบิดเพลิงที่นำไปวางตามห้างสรรพสินค้าจนเกิดเพลิงไหม้อีกหลายจุดก็เป็นรูปแบบระเบิดที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ปัจจุบันราคายางพาราตกต่ำ คนจาก 3 จังหวัดขึ้นมาทำงานตามเมืองท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย หลายเสียงจึงให้น้ำหนักไปที่การขยายพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มขบวนการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อตอกย้ำกระแส “โหวตโน” และต่อต้านรัฐไทยหรือไม่
แต่ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจใช้คนจากภาคใต้ตอนล่างในการก่อเหตุ แต่ไม่น่าใช่การขยายพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ทว่า น่าจะเป็นการก่อเหตุของกลุ่มที่เป็นเครือข่ายของฝ่าย การเมือง ซึ่งอยู่ตรงข้ามรัฐบาลมากกว่า
มีการโยงข้อมูลไปเปรียบเทียบกับเหตุคาร์บอมบ์ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 10 เมษายนปีที่แล้ว ซึ่งทีมก่อเหตุที่ถูกจับกุมได้และถูกวิสามัญฆาตกรรมไปบางส่วน ล้วนเป็นคนจากภาคใต้ตอนล่าง แต่เป็นเครือข่ายลูกน้องของฝ่าย การเมือง
แม้การก่อเหตุลักษณะนี้จะไม่ใช่การขยายพื้นที่ปฏิบัติการ แต่กลุ่มขบวนการใน 3 จังหวัดใต้ก็ได้ประโยชน์ด้วย จากการดิสเครดิตรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงด้วย การสนับสนุนในบางเรื่องบางราวจึงมีความเป็นไปได้เช่นกัน
อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงโต้จากกลุ่ม การเมือง ฟากฝั่งตรงข้ามรัฐบาล เช่น คสช.ทำเองหรือเปล่า เพราะเมื่อบ้านเมืองวุ่นวาย รัฐบาลทหารก็อยู่ได้ยาว แต่ประเด็นนี้ก็มีคนในรัฐบาลแย้งว่า เป็นการลงทุนมากเกินไปไหม เนื่องจากรัฐบาลก็เพิ่งชนะการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาหมาดๆ น่าจะต้องการขยับประเทศให้เขยื้อนเดินหน้าไปมากกว่า ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจก็กำลังดีขึ้น แต่การสร้างสถานการณ์เช่นนี้ย่อมส่งผลทันควันต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และควบคุมผลกระทบต่อเนื่องได้ยากด้วย
อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกัน คือ อาจเป็นผลสะเทือนจากโผทหารไม่ลงตัว แต่ก็ถูกตั้งข้อสังเกตย้อนกลับจากคนในกองทัพว่า หากทหารอกหักร่วมก่อเหตุ โอกาสรอดจากการถูกไล่บี้จากฝ่ายผู้มีอำนาจ ซึ่งล้วนเป็นทหาร ย่อมเป็นไปได้ยาก
ส่วนทฤษฎีก่อการร้ายโดยกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส เพราะมุ่งก่อเหตุตามแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวตะวันตกให้ความนิยมนั้น ประเด็นนี้ถูกโต้แย้งว่า ไอเอสจะมีเครือข่ายในระดับท้องถิ่นมากมายถึงขนาดก่อเหตุได้หลายๆ จุดพร้อมกันเชียวหรือ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูธร ไม่ใช่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ
บทสรุปเบื้องต้นในนาทีนี้ของเหตุระเบิดป่วนภาคใต้ รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงจึงให้น้ำหนักไปที่ “ การเมือง ” มากที่สุด และแน่นอนว่า การให้น้ำหนักเช่นนี้ ย่อมเป็นการหวังผลทาง การเมือง ในทางกลับกันด้วยนั่นเอง



