คอลัมนิสต์

ประเทศไทยหลัง ประชามติ !?

ประเทศไทยหลัง ประชามติ !?

13 ส.ค. 2559

หลังคำถามพ่วงผ่าน ประชามติ จะเป็นใครกันที่ได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ในการเข้าดูแลขับเคลื่อนขุมอำนาจการเมืองใหม่นี้ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะที่เรียกว่า เสียของ


               ถ้าหากรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้พลังและขนาดของพรรคการเมืองอ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ คำถามที่ตามมาคือ แล้วจะมีขุมพลังอื่นใดที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในช่วงการส่งผ่านการปฏิรูป?

               ความไม่ไว้วางใจนักการเมืองเป็นเหตุผลของคนไทยไม่น้อยที่ลง ประชามติ รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา และด้วยความไม่ไว้วางใจนักการเมืองเช่นเดียวกัน ที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาด้วยเป้าหมายที่จะสกัดกั้นการกลับมามีอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จของพรรคการเมืองขนาดใหญ่

               ถึงแม้ยังไม่มีใครตอบได้ว่า...อนาคตของการเมืองประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร แต่ที่สิ่งที่แน่ชัดที่สุดคือ วันเวลาของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่จะได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนในอดีตจะหมดลง อย่างน้อยก็ในอีกหลายปีข้างหน้า และนี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมนักการเมืองของสองพรรคการเมืองใหญ่จึงพยายามคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างแข็งขัน

               ในการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเดินเข้าคูหาเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว และทุกคะแนนเสียงจะมีความหมายในการถูกนำมาคำนวณเป็นสัดส่วนของ ส.ส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่แต่ละพรรคควรได้ ซึ่งต่างจากระบบการเลือกตั้งในอดีตที่มีบัตรเลือกตั้งสองใบ เพื่อเลือก ส.ส.ระบบเขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปเกือบทั้งหมด

               ระบบเลือกตั้งใหม่ที่ให้เลือกเฉพาะ ส.ส.เขต แต่จะเอาคะแนนมาพิจารณาเพื่อคำนวณจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย จะทำให้พรรคขนาดเล็กมีโอกาสได้จำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นจากในส่วนของปาร์ตี้ลิสต์ 

 

ประเทศไทยหลัง ประชามติ !?

 

               ความหมายในทางปฏิบัติ คือ โอกาสที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้งถึงขนาดจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้แทบจะไม่มีและผลการลง ประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ ฐานเสียงที่เคยมั่นคงในทุกการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สามารถไว้วางใจได้ต่อไปเหมือนที่ผ่านมา

               ที่ชัดเจนที่สุด คือ เสียงคัดค้านรัฐธรรมนูญของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปไตย และพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียง

               เมื่อโฟกัสในภาคอีสานมีคะแนนเสียง “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญทั้งในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง สูงกว่าคะแนน “รับ” ใน 15 จังหวัดจากทั้งหมด 20 จังหวัด แต่เมื่อดูสัดส่วนของคะแนนแล้ว คะแนนที่ปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ได้สูงกว่าคะแนนที่เห็นชอบมากนัก

               ภาคอีสานเป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทย และมีการคาดการณ์กันว่าคะแนนที่ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญควรชนะอย่างท่วมท้น เพราะฉะนั้นคำถามที่ตามมาคือ พรรคเพื่อไทยยังจะฝากความหวังไว้กับฐานเสียงเดิมในภาคอีสานเมื่อถึงวันเลือกตั้งทั่วไปตามโรดแม็พของ คสช.และภายใต้กฎกติกาใหม่ได้แค่ไหนและการชนะเลือกตั้งแบบยกจังหวัดเหมือนในอดีตยังเป็นไปได้หรือไม่

               พรรคเพื่อไทยอาจผิดหวังกับผลการลง ประชามติ ในภาคเหนือเช่นเดียวกัน เพราะมีเพียง 5 จังหวัดในภาคเหนือที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ภาคนี้เป็นภาคที่รู้จักกันในฐานะพื้นที่คนเสื้อแดง เมื่อถึงวันเลือกตั้งทั่วไปจริงๆ พรรคเพื่อไทยจะคาดหวังภาคเหนือได้เช่นเดียวกับการคาดหวังภาคอีสานหรือไม่? 

 

ประเทศไทยหลัง ประชามติ ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร

 

               คำถามนี้ “ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร” รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย บอกกับไพรม์ไทม์ว่า “ชาวบ้านในภาคอีสานและพื้นที่ของผมที่ลงคะแนน “รับ” เพราะต้องการเลือกตั้ง บางคนไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญเลย แต่ก็ออกไปใช้สิทธิ คนที่โหวตรับบางคนไม่ใช่ว่าไม่ชอบพรรคเพื่อไทย แต่ต้องโหวตรับเพราะอยากมีกติกา  

               พรรคยึดหลักประชาธิปไตย และเคารพมติเสียงข้างมาก หากถามว่าพื้นที่โหวตรับมีมากกว่าโหวตไม่รับนั้น มีผลกับการเลือกตั้งหรือไม่ หากเทียบ ประชามติ ปี 2550 มันก็คล้ายแบบนี้ และผลการเลือกตั้งก็บอกชัด แม้พื้นที่โหวตรับ-ไม่รับรัฐธรรมนูญปี 2550 เเต่เมื่อมีการเลือกตั้งชาวบ้านส่วนใหญ่ในภาคอีสานและภาคเหนือก็ยังเลือกพรรคพลังประชาชน และครั้งนี้ก็เช่นกัน มันน่าจะคล้ายปี 2550

               “ปีนี้มีการปิดกั้นไม่ให้รณรงค์ เเต่ปี 2550 พวกเราสามารถรณรงค์ได้ หากรณรงค์ได้ ผลน่าจะออกมาเเตกต่างกว่านี้ ส่วนผล ประชามติ ที่ออกมาแบบนี้ก็ต้องยอมรับ มันคือกติกาที่ประชาชนยอมรับ พรรคพร้อมที่ทำตามกติกาและอยากให้ทุกฝ่ายทำตามกติกาเช่นกัน ทุกวิกฤติมีทางออก หากทุกฝ่ายยึดกติกา พรรคพร้อมเป็นทั้งแกนนำรัฐบาลและแกนนำฝ่ายค้านที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”

               “ยุทธพงศ์” ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญใหม่ คนการเมืองทำงานยากขึ้น แต่ต้องปรับตัว ส่วนตัวมองว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญคล้ายปี 2521 (รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์) เพราะตอนนั้น ส.ว.แต่งตั้งมีอำนาจมาก สามารถรับราชการและเป็น ส.ว.ได้ ครั้งนี้ก็อาจจะเป็นแบบนั้น แต่ทุกอย่างมันต้องปรับตัวตามกติกา และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทุกฝ่ายต้องเคารพมติประชาชนด้วย หากถามว่าพรรคจะเสนอใครเป็นผู้นำพรรคในการเลือกตั้ง พรรคมีบุคลากรเยอะ สมมุติว่าหากศาลตัดสินว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หรือ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ไม่มีความผิด สองท่านนี้ก็พร้อมจะเป็นผู้นำพรรคได้ แต่ตอนนี้ยังพูดเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะต้องรอกฎหมายพรรคการเมืองรวมทั้งกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำลังร่างก่อนว่าหน้าตาเป็นแบบใด

 

ประเทศไทยหลัง ประชามติ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

               ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็อาจจะกำลังตั้งคำถามแบบเดียวกันกับตัวเองในเรื่องนี้ แม้ อภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค ประกาศจุดยืนชัดเจนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลของหลักการ และแน่นอนว่า ด้วยความหวังว่าผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จะคล้อยตาม แต่ฐานเสียงใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์คือกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดในภาคใต้ ยกเว้นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมีจุดยืนตรงข้ามกับอภิสิทธิ์โดยสิ้นเชิง

               อภิสิทธิ์ ยอมรับว่า ทุกพรรคการเมืองต้องปรับตัวเพื่อรับกับกฎกติกาใหม่ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น แต่แสดงความเชื่อมั่นว่าพฤติกรรมของผู้ใช้สิทธิในการลง ประชามติ และในการเลือกตั้งอาจไม่สามารถเทียบเคียงกันได้

               “ความเห็นของอดีต ส.ส.ในพรรคเรื่องรับ-ไม่รับ มีความแตกต่าง แต่ผมในฐานะผู้นำพรรคต้องประกาศจุดยืนที่วางบนอุดมการณ์พรรค เมื่อผล ประชามติ ออกมาแบบนี้ก็ต้องยอมรับและปรับตัว พรรคและนักการเมืองต้องปรับตัวตามเงื่อนไขใหม่ในรัฐธรรมนูญ เพราะผมย้ำเสมอว่าการยึดอำนาจนั้นเหตุผลหนึ่งคือความขัดแย้งทางการเมืองที่มาจากนักการเมือง ตรงนี้นักการเมืองต้องปรับตัวและพิสูจน์ตัวเสียใหม่ ส่วนการทำงานของรัฐบาลใหม่จะทำงานยาก-ง่ายขึ้นหรือไม่นั้น มันต้องเป็นไปตามสภาวะ เมื่อประชาชนตัดสินแบบนี้ก็ต้องปรับตัว แต่จะปรับอย่างไร ตอนนี้ยังพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะต้องรอดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก่อนว่าจะบัญญัติไว้อย่างไรบ้าง” 

               แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ผู้ที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไม่น้อยเริ่มมีความรู้สึกแปลกแยกกับพรรคการเมืองที่เก่าที่สุดของประเทศไทยพรรคนี้ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความเห็นที่แตกต่างกันต่อบทบาทของทหารภายหลังการยึดอำนาจของ คสช. 

 

ประเทศไทยหลัง ประชามติ ไพบูลย์ นิติตะวัน

 

               ตัวละครทางการเมืองตัวใหม่ที่น่าจะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า คือพรรคการเมืองใหม่พรรคใหม่ของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีตสมาชิกวุฒิสภาที่ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนแนวคิดและการทำงานของ คสช.มาอย่างต่อเนื่อง และไพบูลย์ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหอกของกลุ่มคนที่ประกาศศึกกับวัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่ามีอดีตนายทหารหลายนายที่มีแนวคิดเหมือนกันจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค แต่ยืนยันพรรคที่มีชื่อว่า “พรรคประชาชนปฏิรูป” ไม่ใช่พรรคของ คสช. แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ พรรคการเมืองของไพบูลย์คงมีจุดยืนที่เป็นมิตรกับขั้วอำนาจที่จะเกิดขึ้นใหม่และเป็นขั้วอำนาจที่มีเงาของ คสช.อยู่เบื้องหลัง 

               “สังศิต พิริยะสังสรรค์” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มองว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องปรับตัวอย่างมาก เพื่อรับสถานการณ์การเมืองใหม่ และขั้วอำนาจใหม่ที่จะเกิดขึ้นคือวุฒิสภาที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบและคานอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะสมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่จะมาจากการแต่งตั้งจะมีสัดส่วนมากถึง 1 ใน 3 ของเสียงในรัฐสภาทั้งหมด ตามบทเฉพาะกาลวุฒิสภาชุดนี้จะมีวาระถึง 5 ปี ซึ่งทางปฏิบัติจะมีบทบาทและอำนาจทางการเมืองครอบคลุมอย่างน้อยรัฐบาลสองรัฐบาล และมีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างน้อยสองสมัย 

 

ประเทศไทยหลัง ประชามติ สังศิต พิริยะสังสรรค์

 

               “คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีฐานเสียงจาก ส.ว.สรรหา 250 เสียง ถือได้ว่าเป็นเสียงข้างมาก ที่ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่หากคนที่เข้ามามีประวัติอื้อฉาว ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ ที่ถือเสียงข้างมากก็ไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้ เนื่องจากขณะนี้ประชาชนมีความตื่นตัวและมีโซเชียลมีเดียที่เปรียบเสมือนอาวุธที่อยู่ในมือของประชาชนที่สามารถทำให้รัฐบาลบาดเจ็บและถูกขับไล่ได้ตลอดเวลา ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี หากไม่มีความสุจริต หรือมีเรื่องอื้อฉาวก็ไม่สามารถอยู่ได้” นายสังศิต กล่าวต่อไพรม์ไทม์

               ถ้าหากว่า พรรคเก่าที่มีอยู่จะหดเล็กลง แล้วยังมีพรรคใหม่ที่น่าจะเข้ามาแบ่งสัดส่วน ส.ส.ไปอีก ก็จะยิ่งทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และแน่นอนว่า โครงสร้างอำนาจทางการเมืองย่อมเปลี่ยนไป แต่มันมีคำถามว่า คสช.ซึ่งในเวลานั้นสลายตัวไปแล้วจะขับเคลื่อนอย่างไร เพื่อให้รัฐบาลใหม่เดินไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ได้วางเอาไว้ในก่อนหน้านี้ เพราะหลังการเลือกตั้งและหลังการมีรัฐบาลใหม่ บทบาทของ คสช.ยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่ ถ้ายังจะคงอยู่ต่อไปจะอยู่ในรูปแบบไหน เป็นคำถามที่คำตอบเริ่มปรากฏอย่างชัดเจนมากขึ้น

               ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าถึงแม้หลังการเลือกตั้ง และถึงแม้จะมีรัฐบาลใหม่ ทาง คสช.ก็คงจะยังไม่ปล่อยมือจากอำนาจให้แก่นักการเมือง แต่การควบคุมและกำกับทางการเมืองจะไม่มาในรูปแบบของการใช้อำนาจทางทหารเหมือนที่ผ่านมา แต่จะมากับอำนาจที่มีภาพของความชอบธรรม และแน่นอนว่าหนึ่งในกลไกของการควบคุมและกำกับทางการเมือง คือวุฒิสภา เพราะฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน จึงต้องเป็นคนที่ฝ่ายกุมอำนาจปัจจุบันมั่นใจว่าสั่งการหรือสื่อสารกันได้รู้เรื่อง หรืออย่างน้อยพูดภาษาเดียวกัน 

               คำถามพ่วงที่ผ่าน ประชามติ คือการให้อำนาจที่สำคัญที่สุดแก่วุฒิสภาที่จะเกิดขึ้น ในการควบคุมและกำกับการเมืองตั้งแต่ก้าวแรกๆ นั่นคือการมีส่วนเลือกนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด 250 คน โดยผ่านการสรรหา 400 คน ก่อนส่งให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน อีก 6 คน มาจากตำแหน่งที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นคือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ 4 คน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม และนี่คือ 6 เสียงที่เป็นฐานสำคัญของผู้คุมอำนาจ ส่วนอีก 50 คนนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเปิดรับสมัครจากระดับจังหวัดและอำเภอ 200 คน แล้วเสนอให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน 

               กระบวนการเลือกและแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาอาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าสุดท้ายแล้วใครที่จะมีอำนาจเหนือวุฒิสภาและมีบทบาทในการควบคุมและกำกับการเมืองในอนาคตอย่างน้อยอีกห้าปีข้างหน้า

               คำถามที่ถูกถามพอๆ กันคือ ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ในการเข้าดูแลขับเคลื่อนขุมอำนาจการเมืองใหม่นี้?

               แน่นอนว่าคนคนนั้นต้องเป็นคนที่ คสช.ไว้วางใจมากที่สุด ทั้งในแง่ของความน่าเชื่อถือ ความสามารถ และการยอมรับ และที่สำคัญที่สุดต้องเป็นคนที่ร่วมหัวจมท้ายกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เสี่ยงเข้ามายึดอำนาจ และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “เสียของ”

               และถ้าคนคนนั้นเป็น พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้ที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. มากที่สุด ก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับคนหลายคน

               ติดตามชมรายการ Primetime กับเทพชัย ลึกกว่า! รอบด้านกว่า! ทุกวันเสาร์ 19.50 - 20.50 น. ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 และเฟซบุ๊ก Primetime กับ เทพชัย

 

 

----------------------

(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ประเทศไทยหลัง ประชามติ : โดย...ทีมข่าวไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวี 22)