
วิกฤติซ่อนวิกฤติ‘มาร์ค-ชวน’vs‘สุเทพ’นิ่งสยบความเคลื่อนไหว
วิกฤติซ่อนวิกฤติ‘มาร์ค-ชวน’vs‘สุเทพ’นิ่งสยบความเคลื่อนไหว : ศักดา เสมอภพ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
ภายหลังผลการออกคะแนนเสียงประชามติ “เห็นชอบ” ให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พรรคการเมืองที่สะเทือนมากที่สุดหนีไม่พ้น “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน
ขั้วหนึ่งยังมีอิทธิพลทางความคิดของลูกพรรคนำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาประกาศจุดยืน “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันออกคะแนนเสียงไม่กี่วัน
ขั้วหนึ่งมีอิทธิพลด้านการเคลื่อนไหวมวลชนนำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชานเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาประกาศ “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ไก่โห่ แถมยังออกตัวเชียร์-ออกโรงกล่อม “แฟนคลับ” ให้รับร่างผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ทุกวัน
เมื่อ “มาร์ค-สุเทพ” ต้องเลือกอยู่คนละฝั่งจากคู่หูคีย์แมนจัดตั้งรัฐบาลเทพประทานเมื่อปี 2551 ร่วมทุกข์ร่วมสุขต่อสู้กับ “ม็อบคนเสื้อแดง” มา 2 ศึกใหญ่ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนคนย่อมเปลี่ยน จากคนรักกันแปรเปลี่ยนเป็น “คนเคยรัก” ได้ง่ายดาย
หลังผลประชามติ “มาร์ค” ออกมาชักธงขาวยอมรับเสียงประชาชน คุมเกม-คุมสถานการณ์ใน ปชป.ไม่ให้สั่นคลอนไปมากกว่านี้ เพราะบรรดาอดีตส.ส.ต่างจับกลุ่ม-จับขั้ว ซุบซิบถึงการตัดสินใจประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของ “ผู้นำพรรค” แต่สุดท้ายต้องพ่ายแพ้อีกคำรบหนึ่ง
แม้มีข่าวเล็ดลอดมาว่า “ชวน” จะออกตัวด้วยการกล่อมว่าจุดยืนของทุกพรรคการเมืองคือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย หาก ปชป.โดดรับจะถูกบันทึกไว้หน้าประวัติศาสตร์ว่าเลือกฝั่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
แต่ “อภิสิทธิ์” ก็ถูกค่อนขอดจากบรรดา “บิ๊กเนมการเมือง” ตลอดว่ามักจะตัดสินใจผิดในทุกจังหวะก้าวทางการเมือง ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่คุณสมบัติ “ผู้นำพรรค” ต้องมี “มาร์ค” จึงต้องเผชิญวิกฤติศรัทธาจากบรรดาลูกพรรคอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะมีแรงกระเพื่อมเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน
ด้าน “สุเทพ” หากเปรียบศึกใน ปชป.ก็ถือเป็นฝ่ายกุมชัยชนะเหนือ “มาร์ค-ชวน” ครั้งสำคัญ พวกแรงศรัทธาจากบรรดาเด็กในสังกัดได้มากโข แถมยังเป็นพลังแฝงดึงเด็ก “หัวใจสีฟ้า” ให้เลือกข้างมาสวมหัวใจ กปปส.ได้เพิ่มอีก แต่เซียนการเมืองอย่าง “สุเทพ” ไม่ทำอะไรโฉ่งฉ่าง เพราะได้รับบทเรียนจากการเปิดหน้าเสนอตัว “ชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ชิงเก้าอี้หัวหน้า ปชป. แต่กลับโดนถีบตกเก้าอี้มาแล้ว
“สุเทพ” อุบไต๋เงียบไร้ความเคลื่อนไหวแม้จะมีชัยเหนือ “มาร์ค-ชวน” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีเสียง “เห็นชอบ” มากถึง 2.6 ล้านเสียง ทิ้งคะแนน “ไม่เห็นชอบ” ที่มี 782,043 เสียง แบบไม่เห็นฝุ่น แถมจังหวัดที่เห็นชอบมากสุดใน 5 ลำดับแรกยังเป็นพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และระนอง
ทว่าการออกคะแนนเสียงประชามติ แตกต่างจากการเลือกตั้งโดยสิ้นเชิง หากถึงเวลาเลือกตั้ง “ยี่ห้อประชาธิปัตย์” ในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรเสียก็ยังมีภาษีดีกว่า “ยี่ห้อสุเทพ” ซึ่งโจทย์ข้อนี้ “สุเทพ” รู้ดีมากกว่าใครเพื่อน จึงขอเก็บตัวเงียบตั้งหลักสักพักก่อน
สถานการณ์ใน ปชป.จะอยู่ในภาวะอึมครึมไปสักพักก่อน เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องรอยลโฉม “กฎหมายลูก” จำนวน 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการตั้งซึ่งกรธ.จะต้องออกกฎหมายให้เสร็จภายใน 8 เดือน โฟกัสไปที่ข่าวลือ-ข่าวปล่อยว่าจะมีการเซตซีโร่ หรือจัดตั้งพรรคการเมืองกันใหม่ทั้งหมด
บทเรียนที่ ปชป.ประกาศ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นแค้นฝังลึกในหัวใจของ “นายพล” หลายคน ที่ถึงขั้นต่อว่า “มาร์ค-ชวน” ว่าไม่สำนึกบุญคุณที่ช่วยสู้ศึกการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2552 และ 2553 โดยที่ “มาร์ค” ไม่ได้พิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ “ผู้ถืออำนาจ” เลือกเซตซีโร่พรรคการเมือง
หากเลือกล้างไพ่พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” เดือดร้อนมากกว่าพรรคการเมืองอื่น เพราะหากยอมรับความจริงก็จะรู้ว่าทุกวันนี้ประชาชนที่เลือก “ส.ส.ปชป.” ไม่ได้เลือกตัว ส.ส. แต่เลือกแบรนด์ ปชป.ที่อยู่คงทนอยู่ยาวมานานฝังในใจคน
และเพราะ “ยี่ห้อประชาธิปัตย์” ที่ยังเป็นของแสลงทำให้ “สุเทพ” ใจไม่กล้าพอที่จะขน “อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์” ที่แปลงร่างเป็นลูกสมุน กปปส.แล้วออกจากพรรค ปชป.มาทั้งหมด เพราะรู้ดีว่าถึงเวลาแล้ว “คนใต้” ก็ยังเสพติดแบรนด์
แต่หากเกิดการเซตซีโร่พรรคการเมืองขึ้นมา ทุกอย่างจะเข้าทาง “สุเทพ” ทันที มีหวังที่บรรดาอดีต ส.ส.ปชป.สายใต้ จะเก็บกระเป๋าแห่กันขึ้นรถไฟ “สายสุเทพ” เข้ายึดหัวเมืองหลัก คุมฐานเสียงแทน ปชป.แบบเบ็ดเสร็จ
ทว่าความหวังของ “สุเทพ” ที่อยากให้เป็นไปได้มากที่สุดคือการยึดปชป.มาจาก “มาร์ค-ชวน” เพื่อไม่ต้องเสี่ยงกับการจัดตั้งพรรคใหม่ ที่สำคัญ “ยี่ห้อประชาธิปัตย์” ที่ขายได้อยู่แล้ว บวกกับอดีต ส.ส.ที่ฝังอยู่ในพื้นที่มานาน ซึ่งจะทำให้การโน้มน้าวใจคนใต้ทำได้ง่ายขึ้น
แถมการรีแบรนดิ้ง ปชป.ก็จะสามารถคงฐานเสียงในภาค กทม.-ภาคกลาง-ภาคเหนือตอนล่างไว้ได้มากกว่า เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยน “ผู้นำพรรค” ที่ไม่ใช่ “อภิสิทธิ์” คนเดิม
แต่หาก “มาร์ค-ชวน” ยังนำพรรค ปชป.ต่อเงื่อนไขเดียวที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองอื่น + ส.ว.แต่งตั้ง คือการชูให้ “มาร์ค” ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะ “ยี่ห้อมาร์ค” ไม่ยอมเสียหน้ามาดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรี” อย่างแน่นอน หลังเคยนั่งเก้าอี้ “สร.1” มาแล้ว
โจทย์ของ “มาร์ค-ชวน” แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะแหวกด่าน “พรรคการเมือง + ส.ว.แต่งตั้ง” ไปได้ เมื่อโอกาสแทบจะเป็นศูนย์ต้องติดตามว่า “มาร์ค-ชวน” จะแก้เกมกล่อมลูกพรรคอย่างไร
แตกต่างจาก “สุเทพ” ที่หวังเพียงเก้าอี้รัฐมนตรีเกรดเอ เกรดบี สัก 2-3 กระทรวงเท่านั้น ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ไม่ขัดแย้ง-แย่งชิงกับ “นายกฯ คนนอก” ที่พอจะเดาๆ กันออกว่าเป็นใคร
ใครเป็นสมาชิกพรรค ปชป.ชั่วโมงนี้ท่องคาถา “นิ่ง” สยบความเคลื่อนไหว เอาไว้สถานการณ์ในพรรคลงตัวเมื่อไร ค่อยออกมาเคลื่อนไหวว่าจะเลือกข้างใคร ไม่มีใครอยากเสี่ยงแทงม้า เพราะไม่รู้ว่าม้าตัวไหนจะเข้าวิน
จับตาดูศึกยึด ปชป. ระหว่าง “มาร์ค-ชวน” vs “สุเทพ” ที่จะระเบิดขึ้นในอีกไม่นาน รอเพียงความชัดเจนว่า “คสช.” จะเซตซีโร่พรรคการเมืองหรือไม่



