คอลัมนิสต์

หน้าที่ "ทั่นผู้แทนฯ"

หน้าที่ "ทั่นผู้แทนฯ"

07 ก.พ. 2552

ชักจะหนักข้อเกินไปแล้วสำหรับบทบาทของกลุ่มคนซึ่งกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน เรียกพวกเดียวกันเองว่า “ผู้ทรงเกียรติ” มีสถานภาพเป็นผู้แทนราษฎร มีสภาเป็นที่ทำงานสัปดาห์ละ 2 วัน เมื่อทำงานเพียงครึ่งวัน ดังนั้นทำงานจริงเป็นเพียงวันเดียว ถ้าไม่มีเรื่องอภิปรายยื

ระยะเวลาในห้องประชุมสภาน้อยกว่าที่ควรทำ ลงชื่อแล้วก็ออกไปเฮฮานอกห้องประชุม จับกลุ่มก๊วนคุยโขมงโฉงเฉง บ้างก็ไปโทรหาคนรู้จัก ตรวจสอบเอทีเอ็มว่ามีเงินก้อนงามๆ นอกเหนือจากเงินเดือน เป็นน้ำเลี้ยงไหลเข้าหรือยัง การเป็นผู้แทนราษฎรนั้น มีทั้งเงินเดือนรวมกันแล้วประมาณ 1 แสนบาท บางพรรคต้องมีเงินซื้อตัวเป็นโซ่ล่ามเสือหิว ไม่ให้ตระเวนหาคนเลี้ยงใหม่ จำนวนต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดของพรรค เริ่มตั้งแต่ 5 หมื่น ถึง 2 แสนบาท ถ้าเป็นระดับแกนนำ ขาใหญ่ คุมกลุ่มเสียงได้แน่นหนา ก็มีค่าตัวสูงกว่า ดังนั้น เมื่อรวมกันแล้ว เงินเดือน ส.ส. ตามอัตราค่าจ้างรัฐบาลจ่ายต่อหัว จะน้อยกว่าเงินพิเศษ น้ำเลี้ยง หรือรายได้ไหลมาใต้โต๊ะ ตามน้ำ ค่านัดเสี่ยผู้รับเหมาให้เจ้านายสร้างความสมานฉันท์ แบ่งสันปันส่วน ถอนทุน ฮ่า! ทุกวันนี้ ส.ส.ส่วนหนึ่งไม่ทำหน้าที่ หนีการประชุม ไม่คุ้มเงินเดือนอย่างร้ายแรง ทั้งๆ ที่บางพวกมีค่ายกมือสำหรับผ่านหรือไม่ผ่านร่างกฎหมายในบางยุค ถ้านายรวย มีช่องทางสร้างรายได้ผ่านนโยบายกังฉินด้วยแล้ว ยิ่งสบาย กลายเป็นเสือกินอิ่มนอนหลับ รอให้เจ้านายเรียกใช้งานตามถนัด! วันก่อนคนเป็นเจ้านายเสืออิ่มโทรศัพท์ข้ามประเทศเข้าปลุกปลอบใจพวกเสือในสังกัดว่าให้อดทนรอคอย รอวันกลับคืนสู่อำนาจของเสือสิ้นลาย สร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ให้นักล่าน้ำเลี้ยง ว่าต้องฮึดสู้เพื่อชัยชนะ มองว่าพวกที่เป็นรัฐบาลทุกวันนี้เป็นเสือหิว เสือโหย ไปไม่รอดแน่นอน โดยเฉพาะเด็ก 2 คนซึ่งอาสาเข้ามาแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ เด็กที่ว่านั้นคงเป็น “เสี่ยมาร์ค” และ “เสี่ยกรณ์” แน่นอน! น้ำเสียงฟังแล้วแฝงแววปรามาส แถมยังหวาดว่าทั้งคู่จะประสบความสำเร็จ แล้วตัวเองหมดโอกาสได้หวนคืนสู่บ้านเกิด เว้นแต่แอบหนีเข้ามาตายตามคำประกาศ อิจฉาเด็กล่ะสิ! จึงเร่งมือระดมทรัพยากร ให้สมุนทำงานแลกน้ำเลี้ยงเพิ่มแรงกดดันทั้งในและนอกสภา หาทางล้มรัฐบาล “เสี่ยมาร์ค” ให้ได้ ฟังดูแล้วเศร้าใจ เสือสิ้นลายคงดีใจ ถ้าบ้านเมืองต้องย่อยยับเพราะแก้ไขวิกฤติไม่สำเร็จ มีสมุนบ่อนทำลาย ขัดขวางการทำงานทุกอย่าง แล้วจะดิ้นรนกลับมาตายเมืองไทยทำไม ในเมื่อไม่หวังดีต่อแผ่นดินเกิด ทุกวันนี้ยังแทบเอาตัวไม่รอด ไม่มีแผ่นดินให้ยืนเต็มเท้า ยังปากแข็ง! คงเป็นคนไทยคนเดียวที่พยายามทำทุกอย่าง ต้องการให้เมืองไทยมีภาพลักษณ์เลวร้ายในสายตาชาวโลก จ้างฝรั่งมังค่าให้ใส่ร้าย บิดเบือน เมื่อถูกคนเปิดโปงก็สั่งลูกน้องให้วิ่งโร่ไปแจ้งความหาว่าถูกหมิ่นประมาท พฤติกรรมไม่เปลี่ยน ใช้ศาลที่ตัวเองอ้างว่าไม่ยุติธรรมเล่นงานคนอื่น! น่าจะมีการแก้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและความแพ่ง ให้โจทก์ต้องมาปรากฏตัวเผชิญหน้าจำเลย หรือผู้ถูกกล่าวหา จ้องหน้ามองตาให้เห็นชัด ชาวบ้านจะได้รู้ว่าโจทก์มีตัวตน มีชีวิต ลมหายใจ หรือเป็นวิญญาณ สัมภเวสีเร่ร่อน เป็นซากศพการเมืองไม่มีสถานที่สิงสถิตเป็นหลักแหล่ง ขอให้เมืองไทยมีคนประเภทนี้เพียงคนเดียวเถอะ! วันก่อนค่ายสะตอออกมายืนยันข่าวว่ารัฐบาลจีนและญี่ปุ่นห้ามเสือสิ้นลายเข้าประเทศ ในฐานะบุคคลไม่พึงปรารถนา ไม่ให้เหยียบแผ่นดินเด็ดขาด ทุกวันนี้เร่ร่อนไปมา เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตำรวจ อัยการ ยังไม่รู้ว่าจะติดตามตัวเอามารับโทษอาญาติดคุกตามคำพิพากษาของศาลได้อย่างไร แต่ก็น่าแปลก สื่อมวลชนต่างประเทศเข้าถึงตัว สัมภาษณ์ได้เป็นระยะๆ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้พวก ส.ส.และพวกเสือหิวโดนพักงานการเมืองก็แห่กันไปพบที่ฮ่องกงโน่น กลับมาต่างยินดีที่เจ้านายคนจ่ายน้ำเลี้ยงยัง “สู้โว้ย” เห็นบอกว่าอีกไม่กี่วันจะแห่กันไปพบอีกแล้ว จะเป็นในลาว หรือเกาะกงของกัมพูชายังไม่แน่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ไม่อยากรู้บ้างเรอะ และ ส.ส. นักล่าน้ำเลี้ยงเป็นผู้แทนราษฎรแท้ๆ เป็นผู้ร่าง แก้ไข เปลี่ยนกฎหมาย น่าจะรู้หน้าที่และกฎหมายว่าควรทำอย่างไร ช่วยราชการบ้านเมืองเมื่อพบปะ เห็นตัวอาชญากรหนีคุก ตามหมายจับของศาลและตำรวจ นอกจากไปเห็นตัว พบปะเจรจา รับน้ำเลี้ยงแล้ว ยังไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ เท่ากับทำตัวเป็นผู้ทรยศประชาชน คนจ่ายเงินภาษีเพื่อเป็นเงินเดือน ถ้าเป็นแบบนี้ คงเป็น “ผู้แทน” ของราษฎรบางคน หรือบางกลุ่มเท่านั้น รับเงินพิเศษเพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ด้วยการโดดร่ม แล้วทำหน้าด้านเรียกร้องให้นับองค์ประชุม วันก่อนขอให้นับ 2-3 ครั้ง คงไม่มีอะไรทำ ถ้าการนับองค์ประชุมเป็นเกมเล่นกันเพื่อให้สนุก ชาวบ้านไม่สนุกด้วยโว้ย แล้วจะมีสภาเอาไว้หาพระแสงด้ามยาว ง้าว หอก แหลนทำไมนิ! อิอิอิ!!!