คอลัมนิสต์

เมื่อผักตบเป็นวาระแห่งชาติ

เมื่อผักตบเป็นวาระแห่งชาติ

11 ส.ค. 2559

เมื่อผักตบเป็นวาระแห่งชาติ : กระดานความคิด  โดยคนที วิถีไทย

          ดูเหมือนเรื่องราวของผักตบชวาได้กลายเป็นวาระแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ลุงตู่ถึงกับออกปากให้ทหารไปเร่งจัดการแพผักตบเขียวขจีลอยเต็มพื้นที่ปิดผิวน้ำแน่นสนิท กินระยะทางยาว 6 กิโลเมตร บริเวณเขื่อนเจ้าพระยาด้านเหนือน้ำ

          ไม่เพียงแต่หน่วยทหารที่ระดมรถตักและอุปกรณ์หนักนานาเข้าเก็บกวาดอย่างขมีขมัน หากแต่สังคมก็พูดถึงปัญหาผักตบชวากันมากขึ้น ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่นๆ ที่เป็นข่าวทางสื่อมวลชน

          ที่พูดกันทั่วบ้านทั่วเมืองก็คงไม่พ้นไปจากความหวาดผวากับภัยน้ำท่วมที่อาจจะมาเร็วหรือมาแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ เพราะทางระบายน้ำอุดตันลุ่มเจ้าพระยา อันเป็นแหล่งผลิตพืชพรรณธัญญาหาร หรือเป็นสวนครัวของประเทศก็ว่าได้ จะกลายเป็นท้องทะเลไปได้ในพริบตา ทั้งๆ ที่เขื่อนเจ้าพระยาถูกใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำเพื่อเกษตรกรรม โดยรับน้ำจากแม่น้ำในภาคเหนือสู่ภาคกลางและอ่าวไทย ส่งน้ำไปในพื้นที่เพาะปลูกภาคกลางเข้าคลองส่งน้ำสายใหญ่สายต่างๆ คือ แม่น้ำน้อย ท่าจีน(นครชัยศรี) คลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง คลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองชัยนาท-อยุธยา

          บริเวณหมู่ 3 คุ้งน้ำบางกระเบียน ต.บางหลวง อ.สรรพยา และ อ.เมืองชัยนาท อันเป็นที่ตั้งของเขื่อนแห่งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการจัดการน้ำ เมื่อมีแพผักตบแน่นหนาเหมือนสนามฟุตบอลหลายๆ สนามมารวมกันเช่นนั้น ผู้คนย่อมจินตนาการได้ถึงทุกข์ภัยที่จะเกิด และล่วงเลยไปถึงเรื่องที่ว่า ทำไมถึงได้ปล่อยปละละเลยกันได้ถึงเพียงนี้ ผู้มีหน้าที่ไปหลบกันอยู่ที่ไหน

          เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับผักตบชวามีมากมาย นับเนื่องตั้งแต่มันเป็นเอเลี่ยน สปีชีส์ ที่นำเข้ามาจากอินโดนีเซียเมื่อกว่าร้อยปีก่อน จนถึงวิถีชีวิตผู้คนที่ต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้อยู่กับผักตบชวาได้โดยสงบสุข

          กอผักตบ หรือที่ชาวบ้านบางพื้นที่เรียกกันว่า "ผักปอด” คงไม่ได้เจริญงอกงามขึ้นมาเองในพื้นที่หมู่ 3 คุ้งน้ำบางกระเบียน หากแต่ทยอยกันออกมาจากคูคลองสาขาต่างๆ ที่เชื่อมโยงใยกันอยู่

          ความสงสัยก็คือ ชุมชนต่างๆ สองฝั่งคูคลองต้นทาง ปล่อยให้ผักตบชวาเติบโต และล่องลอยออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยากันมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีกิจกรรมมากมายที่จะช่วยให้ผักตบชวาลดจำนวนลง

          หลังน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 องค์การบริหารท้องถิ่นหลายแห่งประกาศให้ผักตบชวาเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง ที่จะต้องจำกัดให้สิ้นซาก นั่นจึงเป็นที่มาของการทำลายล้างสภาพแวดล้อมครั้งใหญ่ เพราะหน่วยงานเช่นว่านี้ เลือกวิธีใช้สารเคมีฉีดพ่นให้แห้งตายแล้วจมลง แต่ให้หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนกอผักตบชวาก็กลับมาลอยล่องครองผืนน้ำในสภาพดังเดิม นั่นย่อมหมายถึงการผลาญเงินงบประมาณ และสารเคมีถูกแพร่ลงสู่แหล่งน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

          ชาวบ้าน ชาวนา ผู้ใช้ชีวิตอยู่สองฝั่งคลองอีกส่วนหนึ่ง เลือกหนทางที่เป็นมิตรกับผักตบชวา พวกเขาออกเรือเก็บเกี่ยวต้นผักตบมาตากแดด และทำจักสานกระเป๋าถือ และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้าน ผักตบชวามีค่าที่แปรเป็นเงินให้พวกเขาได้ในภาวะข้าวยากหมากแพง และความแห้งแล้งคุกคาม

          เกษตรกรหลายรายลอยลำเรือเก็บผักตบชวามาหั่นขวางเป็นท่อนเล็กๆผสมรำข้าวและเศษอาหารเลี้ยงหมูได้อ้วนพีมีน้ำหนัก ได้ราคา และลดต้นทุนการผลิตได้มากมาย เช่นเดียวกับชาวสวนจำนวนไม่น้อยนำมันขึ้นจากน้ำใช้คลุมหน้าดิน ตลอดจนทำปุ๋ยหมัก
          
          ในวิถีชุมชนหลายแห่งเช่นที่กล่าวมา พวกเขาได้ดัดแปลง ปรับเปลี่ยน ให้ผักตบชวาเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

          ในยามที่ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง สรุปบทเรียนตรงกันว่า มหาภัยจากน้ำท่วมนั้น เป็นทุกข์แสนเข็ญ แค่เห็นฝนตกห่าใหญ่ก็ใจฝ่อ ยิ่งมี "ตัวแปร” สำคัญที่จะขวางกั้นทางระบายน้ำด้วยแล้ว ยิ่งเป็นฝันร้าย แน่นอนว่า ผักตบชวาย่อมเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีต้องลงมาสั่งการ

          มีอีกหลายเรื่องราวที่เป็นปัญหาระดับชาติรอการสะสาง หากแต่อีกบางกรณีที่ควรจะเป็นเรื่องเล็กสามารถจัดการกันเองได้ในระดับท้องถิ่น กลับกลายเป็น วาระแห่งชาติ ไปได้

          กอผักตบชวาที่เขื่อนเจ้าพระยาสะท้อนอะไรหลายอย่างในสังคมไทย ที่วันนี้ควรจะต้องตั้งคำถามกันว่า เราปล่อยปละละเลยสภาพแวดล้อมใกล้ตัวเราที่สุดถึงขนาดนี้ได้อย่างไร