คอลัมนิสต์

ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง

10 ส.ค. 2559

ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง : ขยายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

            ประชามติครั้งที่สองของประเทศไทยผลก็ไม่ต่างไปจากครั้งแรก กล่าวคือให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร แต่ที่ต่างออกไปคือนัยแฝงทางการเมือง ที่ครั้งนี้มีมากกว่าครั้งแรกชนิดเทียบไม่ติด
  
            เป็นที่รู้กันว่าการทำประชามติครั้งนี้ต่างจากการทำประชามติเมื่อปี 2550 เพราะการเข้ามาจัดวางระบบระเบียบสังคมรวมถึงความสัมพันธ์ของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองของทาง คสช. นั้นมีความเบ็ดเสร็จมากกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในขณะนั้นมากนัก
  
            และนอกจากการจัดระเบียบที่ผ่านการกำหนดบทบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีเรื่องของการแสดงการยอมรับการใช้อำนาจของคสช. และคล้ายกับการอนุมัติให้ใช้อำนาจต่อไป เพราะโรดแม็พตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่จนถึงวันเลือกตั้งก็กินเวลาร่วม 1 ปีครึ่ง แปลว่า คสช. ยังสามารถใช้อำนาจเต็ม รวมถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  
            สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือ การทำประชามติครั้งนี้จึงคล้ายเป็นการวัดความนิยมของคณะผู้กุมอำนาจ ซึ่งแน่นอนว่าหมายรวมไปถึงการถามถึงการใช้อำนาจที่ผ่านๆ มาว่าประชาชนให้การยอมรับหรือไม่
  
            สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ การใช้อำนาจที่ผ่านมาของ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คสช. และรัฐบาล ล่วงล้ำก้ำเกินเข้าไปในขอบเขตของสิทธิส่วนบุคคล และสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิทางกฎหมายหลายๆ ประการ จนถึงขนาดที่ต้องใช้กฎหมายพิเศษอย่างมาตรา 44 ที่กำหนดให้คำสั่งของเขามีอำนาจเหนือทุกสิ่งและที่สำคัญไม่ต้องรับโทษทางอาญา
  
            แต่จากผลประชามติทำให้ดูเหมือนว่าการใช้อำนาจของเขาได้รับการยอมรับ
  
            ก่อนหน้านี้หลายคนปรามาสว่า รัฐบาลชุดนี้มีแค่ปืนเท่านั้น แต่นาทีนี้พวกเขาคล้ายมีเสียงประชาชนหนุนหลัง แม้หลายคนจะตั้งคำถามถึงกระบวนการทำประชามติ แต่ผลที่ออกมานั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
 
            ซึ่งเมื่อผลเป็นเช่นนี้ ทำให้ประชาชนซึ่งเลือกที่จะโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาจากการตัดสินใจของตนเอง ขณะผู้ที่นอนหลับทับสิทธิ์ หรือเลือกที่จะไม่ไปออกเสียงก็ต้องยอมรับผลเช่นกัน ส่วนผู้ที่ไปโหวตโนนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะพ้นจากความรับผิดชอบเพราะตามหลักประชาธิปไตยแล้ว เสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของเสียงข้างมาก
 
            แต่ที่น่าตกใจคือ มีคนจำนวนน้อยมากที่รับรู้ถึงเนื้อหาในรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจริงๆ   แม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ก็ยังได้รับคำถามหลังจากทราบผลประชามติว่าจากนี้การเมืองจะเป็นอย่างไร  ซึ่งก็ได้อธิบายไปถึงรูปแบบที่จะเกิดขึ้นเช่น โรดแม็พเลือกตั้ง  รวมไปถึงโมเดลของการแต่งตั้ง ส.ว. และการเลือกนายกรัฐมนตรีตามความหมายของคำถามพ่วง  ซึ่งผู้ที่ได้รับคำตอบก็ทำท่าฉงนว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ
 
            เราไม่อาจรู้ได้ว่าอาการที่เขาแสดงออกนั้น เป็นความจริงหรือไม่ แต่หากเป็นความจริงก็ต้องบอกว่าก็ต้องถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันทั้งของเจ้าตัวและสังคม ที่เลือกลงคะแนนไปโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกบัญญัติขึ้นมานั้นจะมอบอะไรให้แก่สังคมบ้าง หรือจะจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจอย่างไรและทิ้งประชาชนไว้เบื้องหลังเช่นไร  
 
            ทำให้นึกหลักกฎหมายข้อหนึ่งที่ว่า จะอ้างการไม่รู้กฎหมายปฏิเสธการรับผิดไม่ได้  เพราะสันนิษฐานว่าประชาชนต้องรู้กฎหมาย    ประชามติก็เช่นกัน เมื่อถึงวันลงคะแนนก็ต้องสันนิษฐานเช่นกันว่าทุกคนมีความรู้และเข้าใจถึงเรื่องที่จะลงคะแนนเป็นอย่างดีแล้ว
 
            แต่หากพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับข้อมูลดีจริงจนทำให้ตัดสินใจผิดพลาดก็ต้องไปเช็กบิลกับคนที่ปิดกั้นขัดขวางกันเอาเอง  แต่ที่แน่ๆ สังคมต้องเรียนรู้ด้วยตนเองกับสิ่งที่ตัดสินใจลงไป 
 
            ขณะเดียวกัน รัฐเมื่อได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากก็ใช่ว่าจะสามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เพราะจริงอยู่ที่แม้จนกว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะประกาศใช้ จะไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายใดที่ให้อำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลได้  แต่ในทางพฤตินัยแล้วประชาชนก็พร้อมที่จะตรวจสอบรัฐบาลทุกเมื่อ และหากมีการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตที่ประชาชนจะรับได้ การควบคุมสถานการณ์ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
 
            และที่สำคัญเมื่อมีกำหนดวันเลือกตั้งไว้ชัดแล้ว เมื่อนั้นการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้ชะตาอีกครั้งว่าประชาชนยังจะยอมรับรัฐบาลที่วางอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญใหม่อีกหรือไม่   แต่ก็อาจจะสายเกินไปเพราะเจตนารมณ์ที่ผ่านการเลือกตั้งอาจจะไม่สำคัญโครงสร้างอำนาจที่ถูกวางเอาไว้ 
 
            เราอาจจะต้องเรียนรู้ผลการตัดสินใจครั้งนี้ไปอีกนาน