คอลัมนิสต์

ทวงคืนอธิปไตย

ทวงคืนอธิปไตย

09 ส.ค. 2559

ทวงคืนอธิปไตย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 9-10 สิงหาคม 2559

          คำแถลงยอมรับผลประชามติของนักการเมืองส่วนหนึ่ง ในปีกที่ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก่อนการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ราวยอม "จำนน” ต่อตัวเลขมติเห็นชอบที่มีมากถึง 61% มากกว่าจะยอมรับ “มติของมหาชน” อย่างเช่นท่าทีของนักการเมิืองคนหนึ่ง ซึ่งมีสถานะแม่ทัพใหญ่ฝ่ายต้าน ที่แม้จะบอกว่า ยอมรับการตัดสินของประชาชน แต่ก็เห็นว่า ผลที่ออกมานี้ ไม่ได้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เสมือนเป็นการรับฝ่ายเดียวและต่างจากการทำประชามติครั้งอื่นและที่ประเทศทั่วโลกเขาทำกันเสียใจ และเสียดายกับประเทศที่กำลังจะก้าวถอยหลังไปใช้รัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

           ที่แน่ๆ ก็คือ มติรับร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาแบบนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จะส่งผลกระทบต่อการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองโดยตรง โดยเฉพาะประชาชนลงมติให้ความเห็นชอบคำถามพ่วงในประเด็นที่สอง ซึ่งจะต้องกำหนดในบทเฉพาะกาลเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภา ซึ่งก็รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญก็เขียนเปิดทางเอาไว้ให้ที่ประชุมสามารถเลือกคนภายนอกที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านการงดเว้นใช้ข้อบังคับได้ ซึ่งฝ่ายการเมืองมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของฝ่ายทหาร หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

           ไม่จำเป็นต้องพูดถึงคะแนนเสียงภาคอีสานและภาคเหนือบางส่วนที่นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม คสช.เคยยึดถือว่าเป็นฐานที่มั่นของตน จะออกเสียงหรือลงคะแนนเลือกตั้งเมื่อไรก็จะชนะวันยังค่ำ แต่ผลกลับออกมาตรงกันข้าม หากแต่คะแนนเสียงส่วนใหญ่ก็สะท้อนออกมาอย่าไม่อ้อมค้อมหรือต้องวิเคราะห์กันหลายตลบว่า เพราะเหตุใดประชาชนจึงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นักการเมืองเห็นว่า "ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ประชาชนส่วนใหญ่รักการปกครองเผด็จการ ชื่นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะนายทหารขนาดนั้นเชียวหรือ หรือว่า ระหว่างอำนาจเผด็จการ กับฟากฝ่ายนักการเมือง ประชาชนไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีไปกว่า การแสดงออกเพื่อให้นักการเมืองได้รับรู้ว่า พวกเขาไม่เอานักการเมือง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตย

           สัญญาณสำคัญที่ประชาชนส่งผ่านคำถามพ่วงที่ถูกฝ่ายการเมือง "ตีความ” ว่าเป็นการฝักใฝ่เผด็จการนั้น แท้จริงแล้ว ทั้งฝ่ายการเมือง หรือแม้แต่ฝ่ายรัฐบาล และคสช.เอง จะต้องใคร่ครวญก็คือ แก่นแกนอันว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเข้าสู่อำนาจได้ตามใจปรารถนา ด้วยการอ้างสิทธิขาดจากตัวเลขผลการเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านๆ มา หากแต่เป็นห้วงเวลาที่จะต้องชำระสะสางเพื่อวางรากฐานที่มั่นคงยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ต้องจดจารึกเป็นหมุดหมายนำทางต่อไปด้วยว่า ผลการออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายการเมือง ไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายทหาร แต่เป็นปฏิบัติการอันสุนทรีย์ของมหาประชาชนที่ร่วมใจกันทวงสิทธิของพวกเขากลับคืนมาจากนักการเมือง