
ประชาธิปัตย์หลังประชามติ
ประชาธิปัตย์หลังประชามติ : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี
ผลการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมา คงจะมีใครต่อใครเอาไปตีความได้หลากหลาย ก็คงแล้วแต่ว่า ใครสนใจมุมไหนของผลการลงประชามติที่ออกมา
ที่แน่ๆ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ชาวบ้านที่มีสิทธิมีเสียงและไปลงคะแนนให้นั้น ส่วนใหญ่ เขาเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์มีชัยพยายามอธิบายตลอด 7 วันก่อนที่จะมีการลงคะแนนประชามติ
โดยเฉพาะ เรื่องการปราบโกง !
ถามว่า ทำไมต้องเรื่องนี้ ?
ก็เพราะมันเป็นเรื่องที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปพูดถึงจุดยืนส่วนตัวว่า ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะที่บอกว่า จะปราบการทุจริต แต่เอาเข้าจริง กลับไปยกเลิกการถอดถอนนักการเมืองออกไป แล้วยังเพิ่มศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมาอีกชั้น
แทนที่จะมีศาลเดียว แต่กลับเพิ่มช่องทางให้นักการเมืองได้อุทธรณ์ เหมือนกับให้โอกาสคนผิดเพิ่มขึ้น
แต่อาจารย์มีชัย อธิบายสั้นๆ ว่า ก็ในเมื่อกระบวนการถอดถอนนักการเมืองที่ผ่านมานั้น ไม่เคยสำเร็จ ไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนถูกถอดถอนเพราะเหตุทุจริต ทั้งที่เห็นกันโต้งๆ
เมื่อมันไม่เวิร์ก แล้วจะมีทำไม สู้ส่งเรื่องให้ศาลใช้กฎหมายซัดกันแบบเต็มๆ ไปเลย แต่ที่เพิ่มช่องทางให้อุทธรณ์ได้ ก็เพื่อให้สิ้นสงสัย จะได้เลิกกล่าวหาว่า “รังแก” กันเสียที
เรื่องนี้อาจจะมีเสียงของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลมิธิมวลมหาประชาชนฯ เข้าร่วมยกมือเชียร์รัฐธรรมนูญด้วย คะแนนที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่ฐานเสียงประชาธิปัตย์ ถึงได้ยกมือรับร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างถล่มทลาย
ไม่เว้นกระทั่งคนเมืองหลวงที่คะแนนรับกับไม่รับห่างกันราวฟ้ากับเหว
ทั้งที่อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ในเมืองหลวงหลายคนไปร่วมลงชื่อแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับ “กลุ่มพลเมืองห่วงใย” แต่ผลการทำประชามติกลับตรงกันข้าม
คำถามก็คือ คะแนนที่ว่านั้น พูดได้ไหมว่า เป็นเพราะเข้าอกเข้าใจในรัฐธรรมนูญ เข้าใจในเนื้อหาที่อาจารย์มีชัยพยายามสื่อให้เห็นภาพ
หรือเป็นเพราะไม่เข้าใจในจุดยืนของ อภิสิทธิ์ แต่ชื่นชมในเส้นทางของ กำนันสุเทพ
ถ้าเป็นอย่างแรก ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ
แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็คงจะมีคำถามว่า นับจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งที่ คสช.ยืนยันว่าจะทำเต็มที่เพื่อให้ปลายปี 2560 ประชาชนคนไทยได้ไปหย่อนบัตรลงคะแนน แต่วันนั้น จะเกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์
จะเกิดอะไรขึ้นกับ อภิสิทธิ์
ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ อภิสิทธิ์ จะยืนยันว่า เป็นการแสดงจุดยืนที่สุจริตต่อร่างรัฐธรรมนูญ
แต่สถานการณ์ของ อภิสิทธิ์ ก็เรียกได้ว่า อยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง
ถึงแม้ว่า โดยธรรมชาติแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เล่นกันถึงขั้นหักดิบ แต่ที่ผ่านมา ก็มีการยื่นเงื่อนไขภายใต้ระยะเวลาที่จำกัดกันมาแล้ว เมื่อครั้งกระแส “ผลัดใบ” กับ “ทศวรรษใหม่” กำลังชิงการนำ
ในขณะที่หลายฝ่ายมุ่งหน้านับวันรอการเลือกตั้ง แต่ดูเหมือนว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีอะไรที่มากกว่านั้น



