คอลัมนิสต์

ผลประชามติคสช.ได้เกิน100

ผลประชามติคสช.ได้เกิน100

08 ส.ค. 2559

ผลประชามติคสช.ได้เกิน100 : สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

            เสร็จสิ้นลงไปแล้วสำหรับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลอย่างไม่เป็นทางการก็สรุปว่า ในคำถามแรกว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มีผู้เห็นควรรับร่าง 61.40% ไม่ควรรับ 38.60% ขณะที่คำถามพ่วงซึ่งสรุปได้ว่าในช่วง 5 ปีแรก จะให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยมีผู้เห็นชอบ 58.11% และไม่เห็นชอบ 41.89% จึงหมายความว่า ประชามติครั้งนี้ผ่านทั้งสองประเด็น

            อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่าการผ่านครั้งนี้มีสัดส่วนคะแนนที่ถือว่ามากกว่าการทำประชามติเมื่อปี 2550 เพราะในครั้งนั้นมีผู้ที่รับ 57.81% และผู้ไม่รับ 42.19%

            จะเห็นได้ว่าครั้งนี้คะแนนรับเพิ่มขึ้นพอสมควร โดยหากดูคะแนนดิบจะพบว่า คราวที่แล้วมีผู้โหวตรับ 14,727,306 คน แต่ครั้งนี้มี 15,562,027 เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน ขณะคนที่ไม่รับเมื่อปี 2550 มี 10,747,441 คน แต่ครั้งนี้มี 9,784,680 ลดลงไปเกือบ 1 ล้านคนเช่นกัน (ส่วนที่เหลือเป็นส่วนอีก 5% ที่รอคะแนนอย่างเป็นทางการ)

            ฐานโครงสร้างคะแนนของทั่วประเทศก็ยังเป็นไปในลักษณะคล้ายๆ เดิมกล่าวคือ พื้นที่ที่มีคะแนนไม่รับมากกว่ารับ จะอยู่ที่พื้นที่อีสานและภาคเหนือตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยอยู่อย่างแข็งแกร่ง

            แต่ก็ต้องบอกว่าในพื้นที่ทั้งสองนั้น แม้คะแนนรับจะแพ้คะแนนไม่รับ แต่ก็ไม่เรียกว่าขาด และคะแนนรับนั้นถือว่าตีตื้นขึ้นมา

            อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคะแนนที่ไม่รับนั้น มีพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ที่มีคะแนนไม่รับสูงกว่าคะแนนรับ ทั้งนี้ในพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เฉพาะซึ่งอาจมีปัจจัยที่แตกต่างไปจากพื้นที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่สงบ การมีปัญหากับผู้กุมอำนาจรัฐ การยอมรับกระบวนการ หรือเพื่อเป็นการแสดงออกต่ออุดมการณ์แนวคิด และต้องวิเคราะห์ออกเป็นกรณีพิเศษ (อ่านประกอบ : เบื้องหลัง 3 จังหวัดใต้โหวตโน)

            อย่างไรก็ตาม คะแนนที่มากขึ้น ทั้งๆ ที่หากว่าตามจริงแล้ว เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม รูปแบบโครงสร้างอำนาจ หรือสิทธิเสรีภาพ มากเสียยิ่งกว่าร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และที่สำคัญมีกลุ่มที่ประกาศคว่ำร่างมากกว่าครั้งนั้น แต่คะแนนที่ได้มากลับมากกว่า ซึ่งสะท้อนถึงการทำการบ้านและการทำงานของ คสช. มาเป็นอย่างดี

            ปัจจัยที่ทำให้ผลประชามติออกมาเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพราะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากแต่เป็นเหมือนจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นที่นำมารวมเป็นภาพใหญ่ ประการแรก อาจจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจยังไม่มีใครตอบได้ แต่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กล่าวคือการไม่เข้าใจในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง รวมถึงบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการถกแถลงถึงข้อดีข้อด้อยทำให้คนต้องตัดสินใจบนความชอบและการเลือกข้างทางการเมือง

            ประการต่อมาคือ ความตื่นตัวในการลงประชามติ เมื่อบรรยากาศไม่ได้เอื้อมากนักทำให้หลายคนเลือกที่จะนอนหลับทับสิทธิ์ เพราะไม่รู้ถึงความจำเป็นของการไปแสดงสิทธิ์ของตัวเอง หลายคนถึงกับบอกว่าไม่ไปก็ไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตปกติ ซึ่งถือเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนละเลยการมีส่วนร่วมทางการเมือง

            เมื่ออยู่บนพื้นฐานความเชื่อ การลงคะแนนจึงอยู่บนความชอบ จึงปรากฏวาทกรรม “รัฐธรรมนูญปราบโกง” ให้คนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งปราบการทุจริตคอร์รัปชั่น และตามมาด้วย การแบ่งฟากความเชื่อว่า นักการเมืองนั้นเป็นผู้คอร์รัปชั่น และเป็นการเลือกข้างว่า “จะเอา คสช. ซึ่งมีภาพเป็นผู้ปราบโกง หรือนักการเมือง”

            ตามด้วยวาทกรรมที่ว่า “ถ้านักการเมืองไม่รับแปลว่าดี” นี่คือการตอกย้ำการเลือกด้วยความเชื่อและการแบ่งฟาก

            อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังกระแสเริ่มไม่ดี เพราะมีผู้ที่ประกาศไม่รับร่างมากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงเห็นการสร้างวาทกรรม “เหล้าเก่าในขวดใหม่” อย่างการ “ปลุกผีทักษิณ” โดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ออกมาบอกว่า “ทักษิณไม่รับ...เรารับ”

            และสมทบด้วยแรงหนุนลูกใหญ่ลูกสุดท้ายจาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ออกมาประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงก่อนการลงประชามติเพียงสองวัน เหมือนเป็นสัญญาณชัดว่าเขาต้องการอะไร ซึ่งมีผลทั้งกองเชียร์และคนทำงาน

            ปัจจัยอีกประการคือความเชื่อที่ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านจะได้เลือกตั้ง ซึ่งทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะรับเพราะต้องการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

            นอกจากนี้ที่ลืมไม่ได้เลยคือ กลไกของ คสช. ที่บล็อกความเคลื่อนไหวของ นักการเมืองและหัวคะแนนในพื้นที่ได้อย่างชะงัด ชนิดที่ว่าอย่าว่าแต่เคลื่อนไหวทางการเมืองเลย แค่ขยับตัวแรงก็อาจมีทหารไปเยี่ยมถึงบ้าน ซึ่งทุกคนบอกตรงกันว่า “มันไม่สนุกเลย”

            เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายที่หวังจะปลุกไม่รับร่างจึงอยู่ในสภาวะที่ต้องอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายขยับเขยื้อนแต่เพียงข้างเดียว

            เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติไปได้ และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

            คำถามคือ เส้นทางการเมืองต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร ที่ต้องทำคือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องนำร่างกลับมาแก้ไขให้เป็นไปตามผลประชามติ กล่าวคือ มาเขียนกำหนดให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ ได้ในบทเฉพาะกาล โดยต้องแก้ให้เสร็จใน 30 วัน จากนั้นจึงส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า แก้ไขได้ตรงตามเจตนารมณ์หรือไม่ ซึ่งศาลมีเวลา 30 วันในการพิจารณา หากไม่ตรงก็ให้ส่งกลับมาแก้ไข แต่หากผ่านก็นำขึ้นสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ ถวาย

            เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก็จะมีการทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ โดยกำหนดให้แล้วเสร็จใน 240 วัน อย่างไรก็ตาม หาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ร.บ.พรรคการเมือง และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง เสร็จเมื่อไหร่ก็สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้เลย ไม่ต้องรอครบ 240 วันตามที่กำหนด

            โดยเมื่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับเสร็จ อีกไม่เกิน 150 วันจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจากการคาดการณ์ อย่างช้าจะมีเลือกตั้งไม่เกินเดือนมีนาคม ปี 2561

            ทั้งนี้ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจคือภาพการเมืองหลังรัฐธรรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญประกาศใช้คือ มีความเป็นไปได้สูงที่จะรีเซตพรรคการเมือง โดยให้มีการจดตั้งพรรคการเมืองใหม่ เปิดโอกาสให้นักการเมืองหาพรรคใหม่สังกัด เพื่อเป็นการสลายขั้วการเมือง

            อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ คสช. ก็จะยังกุมอำนาจอยู่อย่างสมบูรณ์ โดยก่อนจะมีรัฐบาลใหม่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะมีอำนาจเต็มรวมถึงอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เขียนรองรับเอาไว้แล้ว

            และแม้จะมีรัฐบาลใหม่ก็น่าเชื่อว่ากลุ่มขั้วอำนาจของ คสช. ก็ยังจะกุมอำนาจการเมืองเบ็ดเสร็จผ่านองค์กรที่เรียกว่า ส.ว. เพราะ ส.ว. ชุดแรกนั้นจะเป็นชุดที่เลือกโดย คสช. ทั้ง 250 คน ซึ่งเท่ากับจะเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด และยังมีส่วนในการร่วมเลือกนายกฯ อีกด้วย

            ซึ่งไม่แน่ว่าพวกเขาจะมีการเพิ่มอำนาจการอภิปรายเข้าไปด้วยหรือไม่ เพราะถือว่าเมื่อมีอำนาจตั้งก็ย่อมต้องมีอำนาจตรวจสอบ

            ส.ว.แต่งตั้งจะกลายเป็นผู้ทรงอำนาจ และที่สำคัญเมื่อมีวาระถึง 5 ปี แปลว่าพวกเขาสามารถกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 สมัย หรือ 8 ปี เจตนารมณ์ของ คสช.จะถูกส่งผ่านและอยู่ในมืออีกร่วม 10 ปี ซึ่งนานพอจะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง

            ขณะที่พรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ อาจถึงคราวต้องเปลี่ยนหัวหน้าพรรค เพราะผลที่ออกมานั้นชัดเจนว่าคำพูดของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แทบจะไร้ความหมาย ฐานเสียงของพรรคเลือกที่จะเชื่อฟังความปรารถนาทางการเมืองตามการชี้นำของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” มากกว่า และเชื่อว่าจะมีคนในพรรคเองออกมาเรียกร้องเพื่อปลดหัวหน้าพรรค โดยการถามหาความรับผิดชอบ

            นอกจากผลเรื่องรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น นัยแฝงที่ไม่อาจปฏิเสธได้สำหรับการทำประชามติครั้งนี้คือการตอบรับการบริหารงานของ “พล.อ.ประยุทธ์” คสช. และ รัฐบาล

            แต่ก่อนเขาอาจจะเป็นแค่คนถือปืน แต่มาวันนั้นเขามีเสียงของประชาชนที่ผ่านกระบวนการนับเลขอย่างเป็นทางการ มิใช่การอ้างเหมามาหนุนหลังดังที่ผ่านมา ทำให้วันนี้เขามีความชอบธรรมในการใช้อำนาจที่มากขึ้น และอาจถึงขั้นเข้าใจว่าที่ผ่านมาประชาชนตอบรับการบริหารงานและการใช้อำนาจของพวกเขา ทำให้วันนี้เขากลายเป็น “เสือติดปีก”

            ประชามติครั้งนี้ คสช. ได้เกินร้อยจริงๆ