
อนาคตที่กำหนดไว้แล้ว
อนาคตที่กำหนดไว้แล้ว : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น
ผ่านไปแล้วสำหรับวันสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย กับการออกเสียงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมคำถามพ่วง ที่มีเนื้อหาว่า “เห็นด้วยหรือไม่ในช่วง 5 ปีแรก ที่จะให้สิทธิ์สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมโหวตเลือกนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร” ส่วนผลคะแนนการออกเสียงอย่างเป็นทางคงจะทราบได้ภายใน 1-2 วันนี้
แต่ไม่ว่าผลการออกเสียงอย่างเป็นทางการจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าจะไม่มีผลต่ออนาคตประเทศ ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วโดย “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”
หากตั้งคำถามว่า อนาคตประเทศต่อจากนี้ หรือที่ผ่านมาในช่วง 2 ปีแห่งการปกครองโดยรัฐบาล คสช.เป็นอย่างไร อาจอธิบายได้ว่า ประเด็นแรก...อะไรคือเป็นสิ่งที่ “คณะบุคคล” ปรารถนาจะเห็น อาจพิจารณาได้จากถ้อยคำที่ “ล็อก” ไว้ภายใต้คำปรารภของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่ขีดเส้นไว้ในประเด็นของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ว่า “เพื่อวางกติกาการเมืองให้รัดกุม เหมาะสม ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเป็นธรรม ก่อนส่งมอบภารกิจให้แก่ผู้แทนปวงชนชาวไทยและคณะรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินระยะต่อไป ในการดำเนินการดังกล่าวต้องให้ความสำคัญแก่หลักการพื้นฐาน ยิ่งกว่าวิธีการในระบอบประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว”
และถูกขยายความของเนื้อหาในมาตรา 35 ว่าด้วยกรอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ใน 10 ประเด็น ซึ่งเน้นหนักในด้านการควบคุม กำกับ และตรวจสอบ ผู้ที่จะเข้ามาถืออำนาจรัฐ-ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้บริหารประเทศ
เมื่อโครงร่างแห่งการสร้างสังคมที่ดี ถูกแปลงเป็นแบบแปลน ภายใต้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดทำโดยคณะของ “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นฉบับที่ประชาชนไปออกเสียงประชามติ คำตอบของคำถามว่าด้วยภาพลักษณ์ของอนาคตประเทศ ทั้งมุมมองของสังคม-การเมืองไทยตามรหัสที่ถูกแปลความ โดย “ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” คือ สังคมจะถูกปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง
โครงสร้างที่ว่านั้น หากถอดรหัสตามเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญจะพบความหมาย 5 ประการสำคัญ คือ 1.กำหนดให้ประชาชน, ภาคราชการ, พรรคการเมือง, นักการเมือง, องค์กรตรวจสอบและกำกับงานต้องมีหน้าที่ 2.การทำหน้าที่ต้องกระทำภายใต้ความรับผิดชอบ 3.การทำงาน ทำหน้าที่ การบริหาร การบริการ การตรวจสอบ ต้องถูกตรวจสอบได้ 4.เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ พฤติกรรม และจิตสำนึกแห่งส่วนรวม รวมถึงอยู่บนฐานของความมีธรรมาภิบาล จึงจำเป็นต้องมีกรอบว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรม
และ 5.วางบทบาทกองทัพ-กำลังทหาร ให้มีส่วนร่วมพัฒนาประเทศไทย ตามบทบัญญัติมาตรา 52 วรรคสอง กำหนด ซึ่งเป็นการเขียนบทบัญญัติเปิดทางให้ “กองทัพ” เข้าไปมีอิทธิพลต่อการเมือง การบริหารแบบเปิดหน้าอย่างชัดเจน!!
เมื่อพิจารณา ผลลัพธ์จากโจทย์ ที่ “คณะบุคคล” กำหนดไว้ โครงสร้างของสังคมในอนาคตอาจหมายถึง การผลัดโฉมของการเมืองไทย ที่อำนาจทางการปกครองไม่ถูกกระชับไว้เฉพาะ “ฝ่ายบริหาร-ฝ่ายรัฐสภา” เท่านั้น แต่ยังผ่องถ่ายไปยัง “เครือข่ายกองทัพ ในสถานะผู้มีกำลังทหาร” ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติสถาปนาให้มีสถานะเป็นเสาที่ 4 แห่งอำนาจอธิปไตย
ขณะที่อนาคตของประชาชน ฐานะเจ้าของอธิปไตย ตามที่รัฐธรรมนูญก่อนหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติเขียนไว้นั้น แน่นอนว่า สิทธิ–เสรีภาพที่มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ได้ถูกริบ หรือยึดหาย แต่บทบาทในภาคการต่อสู้ เรียกร้อง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกขีดกรอบให้อยู่ในวงจำกัด ที่ “ฝ่ายรัฐ” สามารถยกเงื่อนไขความมั่นคง-การรักษาความสงบ เป็นมาตรการสยบความเคลื่อนไหวได้
หากจะตั้งอีกคำถามว่า ภาพในอนาคตที่ถูกเขียนตามความปรารถนาของคณะบุคคล จะทำให้สถานการณ์ต่างจากปัจจุบันหรือไม่ คงตอบได้ไม่ยาก ว่า ไม่ต่าง!!
และหากผลประชามติซึ่งออกมาทั้งทางเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างใดหรือไม่ คงตอบได้ว่า ไม่เปลี่ยนและไม่มีผลเพราะเป้าหมายได้ถูกกำหนดและควบคุมไว้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว
เว้นเสียแต่ว่า ปวงชนชาวไทยจะไม่ยอมทนและยอมอ่อนข้อให้ระบบปฏิบัติการที่ตัดขาดการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง



