
มติของมหาชน
ไม่มีอำนาจอิทธิพลใดๆ จะอยู่เหนือ หรือปฏิเสธ “ มติมหาชน ” ได้ อย่างแน่นอน
แม้จะดูเหมือนว่า ผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ จะถูกนำไป "ตีความ” เพื่อใช้เป็นประโยชน์ทางการเมืองของบางฝ่าย อันจะทำให้ประชาชนเจ้าของคะแนนเสียงตกกะไดพลอยโจนถูกจัดให้ต้องเลือกข้างไปโดยปริยาย หากแต่ มีความจำเป็นยิ่งยวดที่ประชาชนจะต้องแสดงออกถึงพลังบริสุทธิ์ ในฐานะผู้กำหนดชะตาประเทศ
มีคำถามสำหรับสังคมไทยที่ว่า "เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ในเมื่อภาครัฐและอีกหลายหน่วยงานอ้างว่า ได้เพียรพยายามถ่ายทอดบอกกล่าวหลายทางเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสูญเปล่า เมื่อผลสำรวจจากสำนักต่างๆ สรุปทำนองว่า คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะใส่ใจเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่จะไปออกเสียงประชามติ ในเวลาเดียวกันกลับกลายเป็นโอกาสที่เปิดกว้างให้กลุ่มบุคคลผู้มีผลประโยชน์ได้เสีย สร้างวาทกรรมโน้มน้าวปูทางสู่เป้าหมายแห่งตนและพวกพ้อง
ยิ่งใกล้ "7 สิงหาประชามติ” การแสดงจุดยืนของกลุ่มการเมือง ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดต่อประชาชน ก็ยิ่งฉายชัดขึ้น ขณะที่ วาระแห่งชาติอันว่าด้วย ปรองดองสมานฉันท์ และปฏิรูปประเทศกลับดูลางเลือน จนน่าหวั่นวิตกว่า หลังเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560 ตามคำมั่นสัญญาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) บ้านเมืองจะตกอยู่ในสภาพใด ประชาชนจะต้องพบกับฝันร้ายทุกข์ระทมใจเหมือนเมื่อย้อนหลังกลับไปก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อีกหรือไม่
ควรยกให้ “7 สิงหาประชามติ” เป็นอีกหนึ่ง “วันแห่งชาติ” ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันออกเสียงโดยเสรี เพื่อให้ผลที่ออกมาเป็น "มติมหาชน” อันจะเป็นพลังสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายสูงสุด คือ ความปรองดองภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เดินหน้าเคียงไปกับการปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน
ไม่มีอำนาจอิทธิพลใดๆ จะอยู่เหนือ หรือปฏิเสธ “ มติมหาชน ” ได้ อย่างแน่นอน



