
ดีเอสไอสอบรถหรู มาตรฐานเดียวหรือเลือกปฏิบัติ?
ดีเอสไอสอบรถหรู มาตรฐานเดียวหรือเลือกปฏิบัติ? : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น
คดีรถจดประกอบเลี่ยงภาษีเป็นคดีในความรับผิดชอบของดีเอสไอ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาตั้งแต่ปี 2556 สืบเนื่องจากอุบัติเหตุไฟไหม้รถยนต์หรู 6 คัน ที่ ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ขณะขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปยื่นจดทะเบียนใน จ.ศรีสะเกษ โดยพิรุธที่พบในซากรถเฟอร์รารี่ไหม้ไฟคือ ถังแก๊สเมื่อขยายผลสอบสวนจึงพบว่าการอำพรางติดตั้งถังแก๊สเพื่อแจ้งจดทะเบียนเป็นรถที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงคือขั้นตอนหนึ่งในการเลี่ยงภาษีของขบวนการจดประกอบ
ในยุคนั้น “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อดีตอธิบดีดีเอสไอ เชิญประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนับสิบหน่วยงาน รวมถึงกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมการขนส่งทางบก ให้ร่วมเป็นคณะทำงาน เมื่อตรวจสอบย้อนหลังปี 2553-2556 พบรถยนต์จดประกอบที่ยื่นจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกทั้งสิ้น 7,123 คัน ซึ่งดีเอสไอไม่เคยออกมาป่าวประกาศถึงรายนามผู้ครอบครองรถ
แต่เป็นเพราะสื่อมวลชนตรวจสอบเข้าไปในฐานข้อมูลรถจดประกอบทำให้เห็นรายชื่อคนเด่นคนดังหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้ง “อภิวันท์ วิริยะชัย” นักการเมือง และ “บอย” ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ นักแสดง โดยมีชื่อพระสงฆ์ครอบครองรถจดประกอบ 2 รูป คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง และ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน
แต่การตรวจสอบยังไปไม่ถึงพระทั้ง 2 รูป เนื่องด้วยจำนวนรถจดประกอบที่มีมากกว่า 7,000 คัน ในยุคนั้น จึงแบ่งการตรวจสอบออกตามราคาที่สำแดงต่อศุลกากรและกำหนดให้เริ่มตรวจสอบทางกายภาพกับกลุ่มรถที่มีราคาเกิน 4 ล้านบาท จำนวน 548 คัน
ต่อมาในปี 2557 ดีเอสไอได้ส่งข้อมูลลอตแรกให้กรมศุลกากรประเมินภาษี 236 คัน อีก 1 ปีต่อมา ศุลกากรประเมินภาษีและแจ้งให้เรียกเก็บภาษีรถยนต์ 8 คัน เป็นเงินภาษีที่ชำระไม่ครบกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมเบี้ยปรับเงินเพิ่มต่างๆ ส่วนรถคันอื่นๆ แม้จะถูกทวงถามเป็นระยะๆ แต่ก็เป็นคำถามที่ไร้คำตอบ
จนกระทั่งปี 2559 มีพระพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย และกลุ่มของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ร้องทุกข์กล่าวโทษแบบเฉพาะเจาะจงให้ดีเอสไอตรวจสอบการครอบครองรถจดประกอบทะเบียน ขม99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จช่วง ซึ่งการร้องทุกข์กล่าวโทษครั้งนี้เกี่ยวพันชนิดแยกไม่ออกกับห้วงเวลาของการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช พร้อมกันนี้พระพุทธะอิสระยังได้กล่าวโทษให้ตรวจสอบรถจากัวร์ของหลวงพี่น้ำฝนไปในคราวเดียวกันด้วย
เมื่อเรื่องราวกลายเป็นข่าวครึกโครมมีประชาชนสนใจใคร่รู้เป็นจำนวนมาก ร้อนถึง "บิ๊กต๊อก" พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องเรียกดูข้อมูลความเป็นมาเป็นไปของรถจดประกอบทั้งหมดพร้อมตำหนิมายังดีเอสไอว่าไม่ควรแยกการตรวจสอบเป็นลอต
ส่วนข้อขัดข้องที่ศุลกากรไม่ยอมประเมินภาษีรถจดประกอบผิดกฎหมายนั้น เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ได้เรียกประชุม 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย ดีเอสไอ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมการขนส่งทางบก สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยกำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่าภายใน 10 เดือน หรือธันวาคม 2559 ต้องได้ข้อสรุป คันไหนผิดต้องเรียกเก็บภาษีดำเนินคดีอาญาคันไหนที่ไม่ผิดต้องคืนความเป็นธรรมให้ผู้ครอบครองรถจดประกอบถูกกฎหมายด้วย เรื่องความล่าช้าที่ผ่านมาไม่ขอพูดถึง
พล.อ.ไพบูลย์ย้ำชัดๆ ให้เร่งตรวจสอบรถยนต์จดประกอบทั้งหมดทุกคันเพื่อไม่ให้เป็นข้อครหาว่าเลือกปฏิบัติ ส่วนรถของสมเด็จช่วงและหลวงพี่น้ำฝนให้แยกดำเนินการ เพราะมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษโดยตรง หากไม่ดำเนินการดีเอสไอก็จะถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง
สำหรับแนวทางการตรวจสอบนั้น 7 หน่วยงาน กำหนดให้กรมการขนส่งทางบกกลับไปตรวจสอบข้อมูลรถจดประกอบหลังมีการยกเลิกการจดประกอบไปแล้ว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้มียอดรถจดประกอบที่จดทะเบียนแล้ว 7,123 คัน ใช่หรือไม่ พร้อมทำบัญชีหมายเลขเครื่องและเลขตัวถังก่อนส่งข้อมูลไปยังประเทศต้นทางหรือแหล่งผลิตให้ตรวจสอบรถยนต์เลขเครื่องและตัวถัง
ในขั้นตอนนี้กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน หากเลขเครื่องยนต์และตัวถังเป็นซีรีส์เดียวกันจะต้องนำมาประเมินภาษีเรียกเก็บอากรในส่วนที่ชำระไว้ไม่ครบถ้วนและให้ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาฐานสำแดงเท็จให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หากเลขเครื่องยนต์และตัวถังไม่ตรงกันให้เชื่อว่าเป็นการนำเข้าแบบจดประกอบอย่างถูกต้อง แต่หากเลขเครื่องยนต์และตัวถังตรงกันต้องส่งข้อมูลกลับไปให้กรมศุลกากรตรวจสอบผู้นำเข้าตัวถังและเครื่องยนต์ว่าเป็นผู้ประกอบการรายเดียวกันหรือไม่ เพื่อสืบสวนความเกี่ยวข้องของผู้นำเข้า
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า การตรวจสอบรถจดประกอบมีแนวปฏิบัติและแนวทางการสอบสวนแทบจะเหมือนกันทุกคดี เริ่มต้นจากเอกสารสำแดงการนำเข้าแยกระหว่างตัวถังกับเครื่องยนต์ การสำแดงราคา การจดประกอบ ไปจนถึงการยื่นจดทะเบียน ซึ่งพยานในคดีที่ชี้ผิดถูกล้วนเป็นพยานเอกสาร เช่นนี้เองทำให้การตรวจสอบรถจดประกอบเดินไปตามไทม์ไลน์
เมื่อตรวจสอบรถของสมเด็จช่วงเสร็จก็ส่งเรื่องให้ประเมินภาษีใช้เวลาไม่นาน กรมสรรพสามิตก็ส่งเรื่องตอบกลับประเมินภาษี 6.8 ล้านบาท มาให้ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาพร้อมระบุตัวเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมาให้การเป็นพยานเสร็จสรรพ ส่วนรถจดประกอบอีกกว่า 7,000 คัน ที่เวลาผ่านไป 6 เดือนเช่นกันต้องขอขยายเวลาการตรวจสอบออกไปอีก 3 เดือน เนื่องจากติดขัดในประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งศุลกากรอ้างว่าขนส่งทางบกหรือดีเอสไอต้องร้องทุกข์กล่าวโทษจึงจะเริ่มขั้นตอนตรวจสอบได้
บิ๊กต๊อกจึงต้องเรียกสติว่า เรื่องนี้คนเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่ามีรถจดประกอบเลี่ยงภาษี ซึ่งหน้าที่ของราชการคือเคลียร์เรื่องราวให้จบ ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องค้างคากันต่อไป สรุปคืออนุมัติขยายเวลาให้อีก 3 เดือน แต่ครั้งนี้ขอฟังความคืบหน้าทุกเดือน
ความช้าเร็วของคดีที่แตกต่างกันนี้ ทำให้ดีเอสไอถูกถล่มเละว่าเลือกปฏิบัติ นาทีนี้ทำอะไรไม่ได้ นอกจากแบกรับไว้ ชี้แจงมากกว่านี้จะกลายเป็นการสาดโคลนใส่กัน



