คอลัมนิสต์

‘การเมือง-ศาสนา’ทำประชามติชายแดนใต้ป่วน

‘การเมือง-ศาสนา’ทำประชามติชายแดนใต้ป่วน

05 ส.ค. 2559

‘การเมือง-ศาสนา’ทำประชามติชายแดนใต้ป่วน

            กลายเป็นประเด็นความมั่นคงขึ้นมาทันที เมื่อเกิดกรณีแขวนป้ายผ้าและพ่นสีสเปรย์ในอารมณ์ไม่ใช่แค่ “คัดค้าน” แต่เป็น “ต่อต้าน” การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวม 20 จุด และ อ.สะบ้าย้อย ในฐานะ 1 ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา ที่เป็นรอยต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 2 จุด

            แม้จำนวนจะไม่มาก เพราะขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่เคยแขวนป้ายผ้าโจมตีรัฐบาลพร้อมกันมาแล้วมากกว่า 300 จุด แต่ฝ่ายความมั่นคงก็ให้ความสำคัญกับสถานการณ์นี้

            “เหตุการณ์พ่นสีสเปรย์ลงบนป้ายบอกทางและป้ายโรงเรียน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น คงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ไม่สามารถชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการลงประชามติ หรือกลุ่มผู้ก่อความรุนแรง เพราะในพื้นที่มีหลายกลุ่ม รวมถึงวัยรุ่นคึกคะนอง” เป็นคำตอบจาก พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

            สาเหตุที่ฝ่ายความมั่นคงยังไม่ฟันธงว่าการสร้างสถานการณ์ป่วนครั้งนี้เป็นฝีมือของฝ่ายใด เพราะกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ปลายด้ามขวานมีมาจากหลายทิศทาง

            เริ่มจากกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่เชื่อมโยงกับผู้สูญเสียอำนาจ ซึ่งคัดค้านรัฐบาลทหารอยู่แล้ว มีการปลุกกระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยการเปิดประเด็นมาตรา 67 ที่มีความอ่อนไหวทางศาสนา เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย เขียนให้มีมาตรการปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างละเอียด แต่เขียนถึงศาสนาอื่นเพียงไม่กี่คำ

            การปลุกกระแสประเด็นนี้ ลามไปถึงปมคาใจที่มีคนพุทธคัดค้านการก่อสร้างมัสยิดในหลายจังหวัด และการอุปถัมภ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ระยะหลังกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปตรวจสอบเงินอุดหนุนรายหัวอย่างเข้มข้น

            ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้นำศาสนาอิสลามและผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาบางส่วน ออกมาชูธงต้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างคึกคักผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดตั้งองค์กรสังเกตการณ์ประชามติจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการเปิดเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเป็นระยะ และล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังมีการส่งตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ กกต.ว่ากระทำผิดกฎหมาย เพราะแจกจุลสารชี้นำการทำประชามติด้วย

            ขณะที่กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็มีความเคลื่อนไหวเช่นกัน โดยเฉพาะในปีกที่ขับเคลื่อนงานทางการเมืองทั้งในทางเปิดและแบบใต้ดิน

            ความเคลื่อนไหวที่ฝ่ายความมั่นคงแจ้งเตือนไว้ก่อนแล้ว คือ การแขวนป้ายผ้า พ่นสี แสดงท่าทีต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ โดยโยงไปถึงการเรียกร้องเอกราชและการแบ่งแยกดินแดน ด้วยการชูประเด็นการ “ไม่เอารัฐธรรมนูญไทย” ซึ่งล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นแล้ว

            แผนการที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบได้ คาดว่าจะมีการเขียนข้อความในบัตรออกเสียงประชามติว่า “ปาตานีเอกราช” แทนกากบาทรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เพื่อสร้างกระแสว่าคนชายแดนใต้ต้องการเอกราชและเป็นอิสระจากรัฐไทย

            ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงกำลังศึกษาข้อกฎหมายว่า การจงใจทำบัตรเสีย ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากเป็นความผิด จะมีการแจ้งความดำเนินคดีหลังวันที่ 7 สิงหาคม

            ขณะที่การประเมินแนวโน้มผลการลงประชามติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังเชื่อว่าเฉพาะประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะผ่านประชามติไปได้ ส่วนคำถามพ่วงอาจไม่ผ่าน

            แต่สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงเป็นกังวล พร้อมสั่งให้จับตาเป็นพิเศษ ก็คือ การสร้างสถานการณ์ความไม่สงบผสมโรง จึงน่าเชื่อว่าประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ปลายด้ามขวานหนนี้ จะร้อนระอุค่อนข้างแน่!

            เข้มลอบเผา-บึ้มหน่วยลงคะแนน

            จากกรณีแขวนป้ายผ้า-พ่นสีสเปรย์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการดึงเอาเรื่องศาสนา จนสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความอ่อนไหวในช่วงประชามติอย่างมาก กระทั่งรัฐบาลได้มีคำสั่งด่วนที่สุด “เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.)” ส่งถึงผู้ว่าฯ สงขลา ผู้ว่าฯ ยะลา ผู้ว่าฯ นราธิวาส ผู้ว่าฯ ปัตตานี ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

            คำสั่งระบุว่า ตามที่มีการพ่นสีเขียนป้ายข้อความต่างๆ ไว้ที่บริเวณพื้นถนน กำแพงมัสยิด รั้วโรงเรียน ป้ายบอกชื่อหมู่บ้านและข้างอาคารของหน่วยราชการประจำตำบลหรือหมู่บ้าน เมื่อช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 1 สิงหาคม 2559 นั้น เนื่องจากการกระทำดังกล่าว มีลักษณะก่อกวนและอุกอาจเพราะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและหน่วยงานราชการตั้งอยู่ด้วย ซึ่งอาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐ

            ดังนั้น จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชิญประชุมผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด พร้อมศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนในการหาตัวคนร้ายและวางมาตรการป้องกันแก้ไข มิให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะให้ระมัดระวังการลักลอบเผาทำลายสถานที่ราชการหรือสถานที่ที่จะใช้เป็นหน่วยลงคะแนนเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ด้วย รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบการวางระเบิด ซุกซ่อนวัตถุระเบิดในพื้นที่ จชต.ด้วย

            ในระดับอำเภอให้แจ้งนายอำเภอเชิญประชุม ผบ.หน่วย 3 ฝ่าย นายอำเภอ ผบ.กองพัน ผกก.ตร. เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ โดยให้ปลัดอำเภอผู้ประสานงานประจำตำบลเรียกประชุมผู้นำ 4 เสาหลักของหมู่บ้าน คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อปท.ประจำหมู่บ้าน ผู้นำศาสนาและผู้อาวุโสของหมู่บ้าน มาประชุมกำหนดวิธีการรักษาความปลอดภัยและดูแลพื้นที่ในหมู่บ้านร่วมกับกำลังพลหน่วยงานรัฐ

            ทั้งนี้ ในขั้นแรกหากมีคนร้ายมาพ่นสีหรือเขียนข้อความหรือโรยตะปูบนถนนหรือขุดหลุมเตรียมวางระเบิด เมื่อตรวจพบให้นายอำเภอแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้นำลูกบ้านมาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อทาสีทับข้อความเดิม เก็บกวาดตะปูหรือกลบหลุมต่างๆ ในพื้นที่หมู่บ้านของตนเองให้เป็นระเบียบปฏิบัติประจำหมู่บ้านด้วย (รปจ.) ทุกครั้ง

            หากมีเหตุการณ์แล้วหมู่บ้านตำบลใดไม่ปฏิบัติถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องให้นายอำเภอนำมาพิจารณาประกอบการประเมินผลงานของกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามระเบียบการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน พ.ศ.2559 ที่ประกาศใช้ไปแล้วด้วย