
ถูกแบ่งข้างยิ่งต้องเลือก
ถูกแบ่งข้างยิ่งต้องเลือก : บทบรรณาธิการประวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2559
หากจะถามประชาชนคนไทยในวันนี้ บางคนอาจจะยังไม่มีคำตอบให้แก่ตัวเองด้วยซ้ำว่า จะออกไปลงคะแนนเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้หรือไม่ หรือแม้กระทั่งว่า จะเลือกกาบัตรอย่างไร เมื่อต้องตัดสินใจนาทีสุดท้ายในคูหา กำหนดชะตาตัวเองและชาติบ้านเมือง ด้วยเหตุผลที่อาจมีผู้ตั้งคำถามว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” เพราะในสภาพความสับสนอลหม่าน ซึ่งชาวบ้านอีกมากมายยังไม่เข้าใจเนื้อหาหรือแม้แต่รับรู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ภาครัฐและอีกหลายหน่วยงานอ้างว่า ได้เพียรพยายามถ่ายทอดบอกกล่าวหลายทาง กลับกลายเป็นโอกาสที่เปิดกว้างให้กลุ่มบุคคลผู้มีผลประโยชน์ได้เสียกับกฎหมายสูงสุดของประเทศ สร้างวาทกรรมโน้มน้าวเพื่อใช้ผลการลงประชามติปูทางสู่เป้าหมายแห่งตนและพวกพ้อง
นอกจากนั้นแล้ว การออกเสียงประชามติ ทำให้ประเทศชาติถูกใช้เป็นเดิมพันอีกครั้ง เมื่อฝ่ายการเมืองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ จากกลุ่มความขัดแย้งเดิมก่อนรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คือพรรคเพื่อไทยที่แสดงจุดยืนหลายครั้งว่า ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กับฝ่ายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งล่าสุดได้ออกมาระบุว่า นายทักษิณ ชินวัตร ส่งสัญญาณให้เครือข่ายของตนเองไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยถึงกับบอกว่า ถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพราะหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศต่อไป
กระนั้น ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอกย้ำหลายครั้งว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นภายในปี 2560 อย่างแน่นอน หากแต่ห้วงเวลาอีกประมาณ 1 ปีกว่าๆ นี้เอง ก็อาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งประชาชนคนไทยจะต้องตกอยู่ในความอึดอัดทุกข์ใจ แทนที่จะได้คลายกังวลหลังผ่านการลงประชามติ เพราะคาดการณ์กันไว้ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบ จะมีแรงกดดันจากกลุ่มการเมืองดังที่กล่าวมา และในทางกลับกัน ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านด้วยคะแนนท่วมท้น ก็จะส่งผลให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจที่จะนำพาประเทศสู่การเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ด้วยอาณัติที่ตีความได้ว่าเป็น "ชัยชนะ” ซึ่งเป็นความหวาดหวั่นของฝ่ายต่อต้านว่าจะเกิดการสืบทอดอำนาจ
“7 สิงหาประชามติ” จึงต้องนับเป็นอีกหนึ่ง “วาระแห่งชาติ” ที่ประชาชนต้องออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงให้มากที่สุด เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ แม้ว่า ในบรรยากาศที่เห็นอยู่ขณะนี้เหมือนกับจะทำให้ผู้ออกเสียงต้อง ”เลือกข้าง” ทั้งๆ ที่หมุดหมายของชาติคือการปรองดองและสลายขั้ว เพราะการออกมาใช้สิทธิ์กันยิ่งมากเท่าไร พลังแห่งประชามติที่แสดงออกมานั้นก็จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับเป้าหมายสูงสุด คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งควรจะต้องเดินหน้าเคียงคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน อย่างที่ทุกฝ่ายออกมาเรียกร้องก่อนหน้า และก็เชื่อได้ว่า ทุกภาคส่วนในสังคมย่อมไม่ปรารถนาที่จะเห็นการต่อยอดขยายผลประชามติเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง



