คอลัมนิสต์

'สันติภาพ'ในม่านควันปืน

'สันติภาพ'ในม่านควันปืน

04 ส.ค. 2559

'สันติภาพ'ในม่านควันปืน : มนุษย์สองหน้า  โดยแคน สาริกา 

            สมัยที่แนวรบด้านตะวันตกยังเต็มไปด้วยการสู้รบ ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กับทหารรัฐบาลเมียนมาร์ คนไทยก็จะคุ้นเคยกับ “ตัวละคร” ผู้นำกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ไม่กี่คน

            ในอดีต “ขุนส่า” แห่งกองทัพเมืองไต และ “โบเมียะ” ผู้นำกะเหรี่ยงเคเอ็นยู เป็นสองชื่่อที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง

            ปัจจุบัน ชื่อ “เจ้ายอดศึก” ผู้นำกองกำลังรัฐฉานใต้ จะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่สื่อมวลชนไทย

            เนื่องจากเจ้ายอดศึก มีฐานที่มั่นอยู่ดอยไตแลง ติดพรมแดนไทย และมีทีมประสานงานอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ฉะนั้น ข่าวสารจากกลุ่มรัฐฉานใต้ จึงถูกเผยแพร่ผ่านสื่อไทยอยู่เป็นประจำ

            หากมีการจัดงานวันชาติไทใหญ่ บนดอยไตแลง ทีมงานเจ้ายอดศึกก็จะเชื้อเชิญนักข่าวไทยขึ้นไปทำข่าวกันคึกคัก

            ยุคสมัยข่าวสารไร้พรมแดน เฟซบุ๊กของสำนักข่าวพม่า หรือกองกำลังชาติพันธุ์ ทำให้เราได้รับข่าวสารที่หลากหลาย และมากกว่าหนึ่งกลุ่ม

            ดั่งเช่นกรณีการประชุมสุดยอดผู้นำชาติพันธุ์ 21 กลุ่มในเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2559 ที่เมืองไมจายัง รัฐคะฉิ่น

            กลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้าร่วมประชุมนั้น มีทั้งกองกำลังติดอาวุธ และองค์กรทางการเมือง

            กองกำลังที่คนไทยรู้จัก อาทิ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง, พรรคมอญใหม่, สภากอบกู้รัฐฉาน (รัฐฉานใต้) และพรรครัฐฉานก้าวหน้า (รัฐฉานเหนือ)

            ผู้นำกองกำลังที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยสหรัฐว้า , โกก้าง, ตะอาง (ปะหล่อง) และนากา ที่อยู่ติดชายแดนอินเดีย

            เมื่อติดตามการประชุมผ่านสื่อโซเชียลของพม่า จึงทำให้ทราบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในพม่านั้น มีมากกว่าที่เราเคยได้ยินชื่อมาก่อนหน้านี้ และเจ้ายอดศึก ผู้นำกลุ่มรัฐฉานใต้ ก็เป็นแค่ตัวละครคนหนึ่ง

            เป้าหมายการประชุมที่รัฐคะฉิ่น เป็นฉากหนึ่งของละครเรื่่องการเจรจาสันติภาพ-ปรองดอง สู่การปกครองแบบสหพันธรัฐ

            ตอนที่นักข่าวไทยข้ามพรมแดนไปสัมภาษณ์โบเมียะ หรือเจ้ายอดศึก ก็จะถามว่า อะไรเป็นจุดมุ่งหมายในการต่อสู้? คำตอบที่ได้เหมือนกันคือ การสร้างรัฐเอกราช

            ผ่านการทำสงครามกู้ชาติมานับสิบปี วันนี้ ไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ไหนจะเสี่ยงแยกตัวออกไป ทุกกลุ่มต้องการอยู่ภายใต้สหภาพเดียวกัน มีสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีสิทธิปกครองตนเอง

            พูดง่ายๆ ว่า “เอกราช” ไม่ต้องหวัง เอาแค่ “สหพันธรัฐ” ภายใต้ธงชาติสหภาพเมียนมาร์ก็พอแล้ว

            ช่วงเวลาเดียวกันกับการประชุมที่รัฐคะฉิ่น ออง ซาน ซูจี ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ได้ต้อนรับ เปาอู่ยี่ รองประธานสูงสุดสหรัฐว้า และ จายลืน ผู้นำกลุ่มเมืองลา เข้าร่วมหารือเรื่องการสร้างสันติภาพ

            “สหรัฐว้า” กับ “เมืองลา” เป็นเขตปกครองพิเศษ อยู่ในรัฐฉาน และมีพรมแดนติดกับจีน

            จะว่าไปแล้ว ในอดีตกองกำลังทั้งสองกลุ่มนี้ เป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ที่จีนเคยให้การหนุนช่วย หลังจากคอมมิวนิสต์ล่มสลาย นักรบว้าและเมืองลา ได้แยกตัวออกไปจัดตั้งกองกำลังสู้รบทหารพม่า

            เนื่องจากสองกลุ่มนี้ ยังได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากจีน จึงเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่ง รัฐบาลทหารพม่าสมัยนั้น จึงเปิดการเจรจายุติการสู้รบ และให้สิทธิจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ

            ผู้นำสหรัฐว้า และเมืองลา เดินทางมาเยือนเนปิดอว์หนนี้ ก็เพื่อยืนยันกับผู้นำรัฐบาลเอ็นแอลดีว่า จะร่วมสร้างสันติภาพ และไม่มีแนวคิดแยกตัวออกจากเมียนมาร์

            นอกจากพบซูจีแล้ว สองผู้นำที่พูดจีนได้ภาษาเดียว ก็ได้เข้าพบ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย และเต็ง เส่ง อดีตประธานาธิบดีเมียนมาร์

            เชื่อว่านักข่าวไทยที่เคยไปหาเจ้ายอดศึก บนดอยไตแลงบ่อยๆ ก็ไม่ทราบหรอกว่า “ว้า” กับ “เมืองลา” ได้เป็นเขตปกครองพิเศษเพราะอะไร?

            สหรัฐว้าไม่ใช่ว้าแดง แห่งเมืองยอน ที่อยู่ติดพรมแดนไทย และคนในเมืองลา ก็เป็นชนชาติไทใหญ่ แต่พูดภาษาจีนเป็นหลัก

            ยุคสงครามเย็น ไทยเราก็เคยเล่น “เกมสงครามชาติพันธุ์” แต่ก็เล่นสองหน้า ไม่เหมือนจีน ที่มีอิทธิพลเหนือเมียนมาร์ จึงกำหนดเกมได้โดยไม่ต้องอำพรางใบหน้า