คอลัมนิสต์

ฝ่ายมั่นคงประเมินประชามติสุดก้ำกึ่ง

ฝ่ายมั่นคงประเมินประชามติสุดก้ำกึ่ง

03 ส.ค. 2559

ฝ่ายมั่นคงประเมินประชามติสุดก้ำกึ่ง‘เหนือ-อีสาน-ชายแดนใต้’เฝ้าระวังพิเศษ

                เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์

                รายงานการประเมินของหน่วยงานภาครัฐและฝ่ายความมั่นคง จากช่วงก่อนหน้านี้ที่คาดกันว่าน่าจะ “ผ่านสบาย” ด้วยคะแนนราวๆ 60:40 ในประเด็นแรก คือเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ อันจะส่งผลฉุดให้ “คำถามพ่วง” ผ่านตามไปด้วย ในอัตราส่วนที่น้อยกว่าเล็กน้อย

                ถึงวันนี้ต้องบอกว่าเกมทำท่าจะเปลี่ยน!

                เพราะจากการประเมินล่าสุด สรุปแบบหยาบๆ ได้ว่าคะแนนรับกับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก้ำกึ่งมาก ถ้าผ่านก็ผ่านแบบเฉียดฉิวทีเดียว

                ผลประเมินแยกตามพื้นที่ เริ่มจาก...

                ภาคเหนือตอนบน คะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่ารับ อยู่ในสัดส่วน 60:40 ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่เหนือความคาดหมาย เพราะเป็นฐานเสียงสำคัญของกลุ่มการเมืองตรงข้ามรัฐบาล

                ประเด็นที่อาจเป็นจุดพลิกผันให้คะแนนเปลี่ยนแปลงเป็น “ไม่รับร่างฯ” มากกว่านี้ หรือพลิกกลับมาเป็น “รับร่างฯ” มากขึ้น อยู่ที่การดำเนินคดีกับตระกูลบูรณุปกรณ์ ซึ่งยังไม่ชัดว่าเป็นกระแสตีกลับมาที่ คสช.ว่าใช้ “ยาแรง” เกินไป หรือเป็นการทำให้ชาวบ้านทั่วไปที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ มองเห็นว่ามีความพยายามบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญจริงจากกลุ่มการเมือง

                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเมินว่า รับร่างรัฐธรรมนูญราวๆ 39-40% ไม่รับร่างฯ ประมาณ 29-30% ที่เหลืออีกราวๆ 37% ยังไม่ตัดสินใจ และพลิกผันได้ด้วยปัจจัยต่างๆ จนถึงนาทีสุดท้าย

                ภาคกลาง เฉพาะส่วนที่ไม่ใช่จังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ คะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญน่าจะสูงกว่าไม่รับร่างฯ ค่อนข้างห่าง

                ส่วนจังหวัดปริมณฑล เช่น นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ภาพรวมยังก้ำกึ่ง ไม่ค่อยตื่นตัวมากนัก แต่มวลชนของกลุ่มตรงข้ามรัฐบาลค่อนข้างหนาแน่น หากประชาชนออกมาใช้สิทธิ์น้อย อาจทำให้เสียง “ไม่รับร่างฯ” สูงกว่า 

                ภาคตะวันออก ประเมินคะแนนรับร่างฯ จะสูงกว่าไม่รับร่างฯ ยกเว้นบางพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองคึกคัก เช่น จ.ฉะเชิงเทรา

                ภาคใต้ คะแนนรวมน่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญสูงกว่าไม่รับร่างฯ โดยกลุ่มที่ไม่รับร่างฯ เป็นกลุ่มการเมืองและผู้สนับสนุนที่ประกาศท่าทีแล้วว่าจะไม่รับร่างฯ เช่น กลุ่มนายชวน หลีกภัย นอกจากนั้นยังมีกลุ่มผู้นำศาสนา และกลุ่มผู้นำท้องถิ่น

                กระนั้นก็ตาม มวลชนของ กปปส.ซึ่งมีหนาแน่นในภาคใต้ จะรับร่างรัฐธรรมนูญตามท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย แต่คะแนนเสียงรับร่างฯจะลดน้อยลงกว่าเมื่อครั้งประชามติปี 2550

                สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มพี่น้องมุสลิม เพราะมีการจุดประเด็นความไม่เท่าเทียมกันทางศาสนา จากบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 67

                สรุปภาพรวมทั้งประเทศ หน่วยงานภาครัฐและฝ่ายความมั่นคงยังเชื่อว่า ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญน่าจะผ่านประชามติได้แบบเฉียดฉิว ส่วนคำถามพ่วง มีแนวโน้มที่จะถูกคว่ำ

 
เปิด 5 ปัจจัยพลิกผัน

                มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับปัจจัยพลิกผันที่สำคัญในช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ พบว่ามี 4-5 ปัจจัย คือ

                1.มวลชนกลุ่มต้านรัฐบาลที่อาจหันมาเทคะแนนให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่คำถามพ่วงตก เพื่อจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด เพราะหากคำถามพ่วงผ่าน จะต้องเสียเวลาในการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญอีกรอบหนึ่ง

                2.การที่นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีไม่ลาออกแน่นอน และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องโฉมหน้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจทำให้มวลชนบางส่วนของกลุ่มการเมืองลงคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน

                3.ท่าทีของเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแกนนำบางกลุ่มแสดงท่าทีแล้ว แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้จากการล็อบบี้เจรจา

                4.การดำเนินคดีกับกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้ง​​​กลุ่มนักศึกษา กลุ่มที่กระทำผิดกฎหมายประชามติ หรือทำลายบัญชีรายชื่อผู้ออกเสียงประชามติ หาก คสช.ให้น้ำหนักไม่ดี อาจเกิดกระแสตีกลับได้

                5.การใช้เงินซื้อเสียงและขนคนไปลงคะแนน เริ่มมีรายงานในหลายพื้นที่ ราคา 200-500 บาท

 
3 พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ

                สำหรับพื้นที่ที่มีสัญญาณความวุ่นวายซึ่งฝ่ายความมั่นคงประเมินแล้ว และเตรียมเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ซึ่งมีการส่งจดหมายบิดเบือนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ อาจมีการสร้างกระแสปลุกมวลชนขับไล่รัฐบาล หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจมีความเคลื่อนไหวในลักษณะคล้ายๆ กันที่ จ.ขอนแก่น จ.เลย

                พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ น่าจะมีการสร้างสถานการณ์ก่อกวนควบคู่กับเหตุการณ์ความรุนแรง เพราะนอกจากมีกลุ่มการเมืองที่ปลุกกระแสเกี่ยวกับบทบัญญัติเกี่ยวกับศาสนาในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว กลุ่มที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนยังต้องการฉวยโอกาสนี้แสดงจุดยืนต่อต้านรัฐไทยด้วย

“ฉากทัศน์”หลังประชามติ
​
                หน่วยงานภาครัฐและฝ่ายความมั่นคงยังได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ หรือ scenario ทางการเมืองหลังผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ใหญ่ๆ คือ

                1.ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยคะแนนเสียงเกินครึ่งมากพอสมควร สถานะของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเทศจะแข็งแกร่งมากขึ้นเพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มความชอบธรรมจาก “ผลประชามติ” ที่ได้จากประชาชน การบริหารประเทศนับจากนี้จะเป็นไปตามโรดแม็พ คือเดินหน้าสู่เลือกตั้งอย่างสงบ

                ขณะที่สถานะของรัฐบาลในเวทีระหว่างประเทศก็จะดีขึ้น เพราะการบริหารงานของ คสช.จะเดินตามโรดแม็พที่ประกาศไว้ คือจัดการเลือกตั้งในปี 2560 เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศก็น่าจะดีขึ้น เพราะมีทิศทางทางการเมืองที่ชัดเจน

                2.ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยเสียงเกินครึ่งเพียงเล็กน้อย ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะปลุกกระแสว่ารัฐบาลโกงประชามติ อาจมีการจัดชุมนุมประท้วงในพื้นที่ต่างๆ แม้จะเป็นการชุมนุมย่อยๆ แต่ก็อาจมีสถานการณ์บานปลายขึ้นได้เหมือนกัน

                3.หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ไม่ว่าจะไม่ผ่านแบบเฉียดฉิว หรือขาดลอย ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะเรียกร้องกดดันทุกรูปแบบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยอ้างเหตุผลว่าประชาชนไม่ต้องการและต้องรับผิดชอบกับผลประชามติที่ไม่ผ่าน พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลต้องจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

                แรงกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจ และองค์กรภาคประชาสังคมที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศก็จะมากขึ้น การบริหารงานของรัฐบาลในช่วงหลังการลงประชามติจะยากอย่างยิ่ง สถานะของรัฐบาลในเวทีระหว่างประเทศจะลดต่ำลง เศรษฐกิจมีแนวโน้มดิ่งลง

                หากกระแสกดดันให้ลาออกไม่ประสบความสำเร็จ กลุ่มการเมืองต่างๆ จะเจรจาต่อรองขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

                นี่คือบทประเมินของหน่วยงานรัฐและฝ่ายความมั่นคงในห้วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ ส่วนผลสุดท้ายจะเป็นจริงตามนี้หรือไม่ วันอาทิตย์นี้ได้รู้กัน!