
โค้งสุดท้าย
โค้งสุดท้าย : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
เมื่อครั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน ถูกคว่ำโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ หลายคนก็กังวลว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างขึ้นมาใหม่นั้น จะผ่านอีกหรือไม่ จนถึงขนาดที่กังวลว่าจะไม่มีใครมารับงานร่างรัฐธรรมนูญนี้
สุดท้ายก็เป็น “มีชัย ฤชุพันธุ์” มือกฎหมายหมายเลขหนึ่ง ซึ่งอยู่ร่วมกับ คสช.มาตั้งแต่ต้น ต้องลงมาทำงานนี้ด้วยตัวเอง เพราะสองในสามเซียนกฎหมายอย่าง “บวรศักดิ์” และ “วิษณุ เครืองาม” ต่างก็ถูกใช้งานแบบต่างกัน โดย “วิษณุ” นั้นอยู่ในฐานะรองนายกฯ คงไม่อาจมาเปิดหน้าเล่นเองได้ ส่วน “บวรศักดิ์” ก็โดนทำแท้งรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อย สุดท้ายจึงเหลือแค่พี่ใหญ่อย่าง “มีชัย”
แต่ก็ว่ากันว่า การลงมาเล่นในเกมนี้ก็เปลืองตัวไม่น้อย เพราะมือระดับ “มีชัย” แล้ว หากงานที่เขาทำมาแล้วถูกปฏิเสธ หรือไม่ถูกนำมาใช้ ก็ย่อมที่จะเสียหน้าไม่น้อย จึงมีข่าวลือหนาหูว่า ก่อนรับตำแหน่งเขามีเงื่อนไขสำคัญว่า “ถ้าร่างแล้วต้องผ่าน”
ประกอบกับสภาพปัญหา และแรงกดดันที่ คสช.ต้องรับหากการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป หรือต้องกลับมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่เอง ก็จะเผชิญปัญหาความชอบธรรม ประกอบกับอำนาจที่อยู่ในมือ และการควบคุมสถานการณ์การเมืองของ คสช. ที่ทำได้อย่างอยู่หมัดตั้งแต่พฤษภาคม 2557 ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะผ่านประชามติได้ไม่ยาก
ยิ่งเวลาผ่านไป สถานการณ์ยิ่งทำให้มองเป็นอย่างอื่นยาก ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ที่น้อย การให้ความรู้ที่ไม่เพียงพอ ทำให้หลายคนไม่เข้าใจถึงเนื้อหาที่แท้จริง หลายคนเลือกจะไม่ไปลงประชามติ ขณะที่หลายคนเลือกที่จะไปลงตามความเชื่อ โดยที่ไม่รู้เนื้อหา ซึ่งน่าจะเป็นผลบวกต่อการรับร่างมากกว่า
ประกอบกับการใช้อำนาจที่อ้างว่ามีตามกฎหมายจำกัดสิทธิในการรณรงค์ความเห็นต่าง การตีความรัฐธรรมนูญไปในทางที่ไม่เหมือนกับท ทำให้ทุกอย่างคล้ายกับจะอยู่ในกำมือ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่แน่นอนเริ่มไม่แน่นอน ความเห็นต่างของหลายฝ่ายมีมากขึ้น จนสุดท้ายไม่สามารถปิดได้มิด เพราะต้องไม่ลืมว่า โลกปัจจุบันไม่ใช่ 30 ปีที่แล้ว ที่ไม่สามารถหาข้อมูลหรือจำกัดการแสดงความเห็นได้ง่ายๆ อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความเห็นที่ทรงประสิทธิภาพ
ขณะที่ชาวบ้านเองนั้น ก็เรียนรู้ที่จะไม่แสดงความเห็น เพื่อนำพาตัวเองไปสู่ความขัดแย้งกับใครและคุยกันในกลุ่มแชท ที่มั่นใจว่าปลอดภัยและมีความคิดแบบเดียวกัน ขณะที่ผู้นำความคิดในชุมชน หรือนักการเมืองในพื้นที่ก็ใช้วิธีสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินเคาะประตูบ้านเข้าไปพูดคุยให้มันเสี่ยงต่อการถูกจับตา เพราะถึงวันนี้แล้วทุกคนมีสื่อในมือและไม่ใช่เพียงผู้ที่ต้องใช้สื่อ แต่สามารถเป็นผู้ผลิตสื่อได้ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือ การทำงานของ คสช.นั้น เป็นงานที่ต้องใช้อำนาจ ซึ่งกระทบกับสิทธิและความรู้สึกของหลายๆ คน หลายกลุ่มเริ่มอึดอัดกับการใช้อำนาจของ คสช. ที่ก้าวล้ำเข้ามาสู่พื้นที่ของแต่ละบุคคล หรือแต่ละกลุ่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการตัดสินใจทั้งสิ้น เพราะการลงประชามติแม้วัตถุประสงค์หลักคือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แต่วัตถุประสงค์แฝงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เป็นการแสดงความยอมรับหรือไม่ยอมรับ คสช.ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งในร่างกฎหมายแม่บทฉบับนี้จะอุดมไปด้วยประเด็นต่างๆ อย่างหลากหลาย ซึ่งเป็นปกติที่จะมีทั้งประเด็นที่ถูกใจและไม่ถูกใจ และแน่นอนว่า ประเด็นที่ไม่ถูกใจนั้นมักจะขยายใหญ่ในความรู้สึกของผู้ที่ถูกกระทบเสมอ
ดังนั้นแค่ประเด็นเดียวจึงอาจจจะเป็นจุดตัดสินใจหลักที่ทำให้คนตัดสินใจไม่รับได้ และที่สำคัญคือ ร่างฉบับนี้เป็นการร่างแบบท็อปดาวน์ ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วม เราจึงได้ร่างที่หากชำแหละกันจริงๆ แล้วน่าจะมีประเด็นหลากหลายที่คนค้าน เพราะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
มิพักต้องพูดถึงเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ที่มุ่งแต่จะแก้ปัญหาในรูปแบบที่ผู้ร่างมองและผู้ร่างคิดว่าเหมาะสมกับผู้ใช้
มาถึงวันนี้คงไม่แปลกที่เราจะเห็นแม่น้ำหลายสายหลายคนมาประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ต้องลุ้นกันถึงโค้งสุดท้ายว่าผลจะออกมาทางไหน
แต่ไม่ว่าอย่างไร ประชาชนทุกคนเป็นคนที่มีสิทธิมีเสียง เราสามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้ด้วยการไปออกเสียง ใครจะเห็นชอบอย่างไรก็สามารถแสดงความเห็นได้เมื่อเข้าคูหา ดังนั้นจึงขอเชิญชวนทุกคนไปร่วมกำหนดอนาคตและชะตากรรมของประเทศด้วยมือของเรา จะรักจะชอบจะชังก็อยู่ที่ปลายปากกาของเราจะเป็นผู้ตัดสิน



