คอลัมนิสต์

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอำนาจที่คอยค้ำยัน

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอำนาจที่คอยค้ำยัน

03 ส.ค. 2559

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอำนาจที่คอยค้ำยัน : ‘ไปสู่ถนนดินลูกรัง’ โดย เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม

                ผมต้องขอชื่นชมอีกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งงบประมาณลงไปให้ประชาชนระดับรากหญ้า หมู่บ้านละ 2 แสนบาท เพื่อให้ชาวบ้านบริหารงบประมาณกันเอง เพราะคนรากหญ้าเท่านั้น จะรู้ดีว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ของเขาใช้เงินได้บริสุทธิ์ผุดผ่องเพียงใด

                ช่วงรัฐบาลส่งเงินไปให้ชาวบ้านตำบลละ 5 ล้านบาท ผมค่อนข้างใจหายใจคว่ำ เพราะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ นำเงินไปบริหาร โดยให้เครดิตความเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง มันค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยง กระบวนการประชาธิปไตยยังไม่ชัดเจน ระยะหลังๆ จึงเห็นคำสั่งเฉพาะกิจย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดนอกฤดูกาลเป็นระลอก ก็เป็นไปตามที่ผมคิดคาดไว้ เพราะงบประมาณ "เงิน” นั้น ไม่เข้าใครออกใคร

                แม้ส่งไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เถอะ ยืนยันว่า ถึงอย่างไรความโปร่งใสก็ไม่ถึงที่สุด เพราะการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกือบเหมือนองค์กรภาครัฐทั่วไป มันมีสายการบังคับบัญชา มีขุมข่ายแห่งอำนาจซ่อนเร้น โอกาสที่ผู้บริหาร ฝ่ายการเมืองจะสยายปีกชิงอำนาจและผลประโยชน์ เข้าบีบบังคับหรือทำทุจริตได้ง่าย แต่ถ้าลงสู่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแล้ว ชาวบ้านตาสับปะรดจะตรวจสอบอย่างไม่เกรงใจ แม้จะไม่บริสุทธิ์ในเบื้องต้น ทว่าถึงเบื้องปลายกลุ่มชาวบ้านนั่นแหละจะฟ้องร้องเอาผิดกันเอง ขอเพียงเป็นชาวบ้านในระดับรากหญ้าจริง ๆ เท่านั้น

                กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบัน ไม่เหมือนอดีต เพราะถูกตัดมือตัดเท้าในเรื่องอำนาจผลประโยชน์ออกไปเกือบสิ้น เหลือเพียงงานการเสียสละ ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน และอยากจะขอร้อง อย่าให้ผ่านการกลั่นกรองด้วยการเลือกตั้งเป็นวาระ ทำอย่างนั้นจะกลับสู่วังวนการเมืองน้ำเน่าในที่สุด ตราบใดที่ประชาธิปไตยยังไม่ผ่องแผ้ว เป็นเครื่องมือของเจ้าพ่อท้องถิ่น การกลั่นกรองการทำงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ควรใช้วิธีการที่รัชกาลที่ 5 ทรงวางรากฐานมาดีแล้ว

                สมัยยังทำงานราชการ ผมเคยปล่อยให้ผู้ใหญ่บ้านกับชาวบ้านทะเลาะกันนานพอสมควร เมื่อโครงการ "เอสเอ็มแอล” ผ่านลงในพื้นที่ ชาวบ้านจะเบิกเงินก้อนนั้นมาใช้กันเอง การจะทำสิ่งไร ต้องประชุมบอกชาวบ้านให้รู้ ให้พวกเขาถกกันว่า ควรจะเอางบประมาณที่รัฐให้ไปใช้พัฒนาสิ่งไร ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

                มีหมู่บ้านหนึ่งที่ประชุมตกลงกันว่า จะทำเมรุเผาศพ เพราะชาวบ้านยังใช้เมรุแบบกองฟอน เผากันกลางแจ้ง ไม่รู้ผู้ใหญ่บ้านไปดำเนินการจ้างเหมาวิธีการไหน เกิดความไม่โปร่งใสชาวบ้านขาดความไว้วางใจ จึงร้องเรียนผ่านมาที่อำเภอ

                นานเกือบ 3 เดือน ที่ต้องสอบหาข้อเท็จจริง ในที่สุดผู้ใหญ่บ้านก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากตำแหน่ง เพราะเขาต้องอยู่ที่นั่น ญาติพี่น้องก็อยู่ที่นั่น จะให้วงศ์ตระกูลมัวหมองเสื่อมเสียกระนั้นหรือ

                ทว่า เมรุเผาศพก็สามารถก่อสร้างจนสำเร็จ ชาวบ้านได้เมรุที่สวยงามและมั่นคง

                พวกเขาพอใจ ผู้ใหญ่บ้านก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านได้ต่อไปอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ใช่โกงชาติโกงแผ่นดิน หนีไปอยู่ที่อื่น.