คอลัมนิสต์

ร่วมชี้อนาคตชาติ

ร่วมชี้อนาคตชาติ

02 ส.ค. 2559

ร่วมชี้อนาคตชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2  สิงหาคม 2559

           จริงอยู่ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบกรณีร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ตามเสียงเรียกร้องของฝ่ายตรงข้ามที่พยายามสร้างแรงกดดันอยู่แล้ว โดยหยิบยกกรณีนายกรัฐมนตรีของอังกฤษลาออกจากตำแหน่ง เพราะเสียงส่วนใหญ่ลงคะแนนให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ขึ้นมาเทียบเคียง ทั้งที่รู้กันดีว่า เป็น "คนละเรื่องเดียวกัน” แต่สิ่งที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ก็คือ ผลการออกเสียงประชามติของคนไทยครั้งนี้ จะเป็นสัญญาณบ่งบอกอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะท่าทีของเสียงส่วนใหญ่ที่จะแสดงออกผ่านการเข้าคูหาใช้สิทธิ์ตามคำเชิญชวนของรัฐบาล

           ผลโพลล์หลายสำนักเมื่อสัปดาห์ก่อนยังคงระบุทำนองเดียวกันว่า ยังมีประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจว่าจะออกไปใช้สิทธิ์หรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีรายงานแสดงความเชื่อมั่นว่า อาจจะมีประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากถึง 70% ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ซึ่งก็มีผู้วิเคราะห์หลากหลายปัจจัยว่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกจากบ้านเข้าคูหาประชามติกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ข้อสำคัญประการหนึ่งนั้น จะเห็นได้ว่า ช่วงก่อนโค้งสุดท้าย กระทั่งถึง 7 วันก่อนถึงวันออกเสียง มีหลากหลายกิจกรรมที่กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ให้ประชาชนต้องแสดงตนเพื่อ "ชี้ขาด” หรือแสดงออกทางใดทางหนึ่ง ทั้งความเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งความพยายามของอำนาจรัฐที่ไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้น ฯลฯ

           ที่น่าสนใจก็คือ การแสดงออกของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ที่ส่งสัญญาณออกเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์อีกส่วนหนึ่ง รวมทั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่น่าจะมาเป็นพวกเดียวกันได้ก็ประกาศท่าทีไม่รับร่าง โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ทางเลือกของนายสุเทพนั้นก็เท่ากับเป็นการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์และคสช.เพื่อปฏิรูปประเทศไปด้วยในตัว อย่างที่นายอภิสิทธิ์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ต่อประชามตินั้น เสมือนกับว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าของร่างรัฐธรรมนูญเสียเอง นั่นก็เท่ากับการลงประชามติถูกตีความไปว่า ถ้าใครสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์และคสช.ก็ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือถ้าใครจะเลือกอยู่ข้างนักการเมืองก็ต้องลงคะแนนเสียงไปอีกทาง

           กระนั้น ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ก็ตาม นายกรัฐมนตรีก็ย้ำหลายครั้งแล้วว่า การจัดการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นภายในปี 2560 อย่างแน่นอน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถึงอย่างไรก็จะต้องมีรัฐธรรมนูญขึ้นมาฉบับหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งก้าวย่างต่อจากนั้น ต้องถือเป็นอีกหัวเลี้ยวหัวต่อหนึ่งของประเทศไทย เพราะไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาอย่างไรก็จะมีแรงกระทบไปถึงการอยู่ในอำนาจ ไม่ว่าของฝ่ายทหารหรือฝ่ายการเมืองจากการเลือกตั้งก็ตาม ที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกฝ่ายจะวิเคราะห์ผลที่ออกมาอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเป้าหมายสูงสุดของชาติยามนี้ก็คือ ประชาธิปไตย กับ การปฏิรูปประเทศ ที่จะต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน