สะตอ(ไม่)สามัคคี
สะตอ(ไม่)สามัคคี : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง
นักข่าวคนรุ่นหลังอาจไม่คุ้นกับคำว่า “สะตอสามัคคี” เพราะมันปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
พ.ศ.โน้น พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสาค้ำยันบัลลังก์นายกฯ เปรม โดยมีกลุ่มนักเลือกตั้ง “ปักษ์ใต้” เป็นแกนหลัก
เมื่อ “นายหัววีระ” ก่อกบฏในนาม “กลุ่ม 10 มกรา” นำทีมแยกตัวออกไปจาก ปชป. ก็มีนักเลือกตั้งปักษ์ใต้จำนวนหนึ่งติดตามไปก่อตั้งพรรคประชาชน
นั่นคือปรากฏการณ์ “สะตอไม่สามัคคี” ภาคแรก
มาถึงวันนี้ ในพรรคเก่าแก่เกิดรอยร้าวอีกรอบ และซ้ำรอยเดิมคือ “สะตอไม่สามัคคี”
เมื่อ “นายหัวชวน” กับ “โกหยัด” ยืนอยู่ข้างหลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประกาศ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ
สวนทางกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เฟซบุ๊กไลฟ์ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ มาแต่ไก่โห่
“โกหยัด” บัญญัติ บรรทัดฐาน นักการเมืองจอมเก๋า ที่หายหน้าหายตาไปนาน แม้ไม่ได้เปิดหน้ามาหนุน “หัวหน้ามาร์ค” โดยตรง แต่มีบทบาทสูงในการแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอยู่หลังม่าน
ขณะที่หน้าม่านก็ปล่อย “เดอะแจ๊ค” วัชระ เพชรทอง เด็กในคาถาออกมาตอบโต้ฝ่ายลุงกำนัน
ลึกๆ ในเกมการเมืองชาว ปชป. ก็คือการฉายหนังเรื่องเดิม ที่ว่าด้วยคนการเมืองสุราษฎร์ฯ สองขั้ว
“บัญญัติ” เกิดที่ชุมชนเชื้อสายจีน ริมปากน้ำกะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี จบการศึกษาปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมารับราชการในสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท
เส้นทางทางการเมืองของบัญญัติเริ่มต้นขึ้นในปี 2518 บัญญัติลงสมัคร ส.ส.ร่วมกับ ชื่น ทองศิริ นายอำเภอเก่า และได้เป็น ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์สมัยแรก
จากนั้น บัญญัติ ก็เป็นดาวโรจน์ในสภา จนได้ฉายานักการเมืองฝีปากกล้า บัญญัติได้รับเลือกเป็น ส.ส.สุราษฎร์ธานีถึง 13 สมัย และเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง
ในอดีตสนามการเมืองสุราษฎร์ฯ มี 2 เขตเลือกตั้ง โดย “บัญญัติ” จะคุมอยู่เขต 1 ส่วน สุเทพ เทือกสุบรรณ จะคุมอยู่เขต 2
บัญญัติมีกลุ่มทุนท้องถิ่นสนับสนุน แต่ภายหลังสุเทพเป็นเลขาธิการพรรค กลุ่มทุนในฝ่ายบัญญัติก็ไหลมาซบฝ่ายสุเทพ
ปี 2547 หลัง ชวน หลีกภัย ประกาศไม่ขอรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อ จึงมีการแข่งขันกันระหว่าง “บัญญัติ” กับ “อภิสิทธิ์” โดยอภิสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนจากสุเทพ
นี่คือการประลองกำลัง ระหว่างคนบ้านเดียวกันในยกแรก
ท้ายที่สุด เสียงส่วนใหญ่ได้มีมติให้ บัญญัติ บรรทัดฐาน ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
กระทั่งปี 2548 พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง บัญญัติจึงประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค
สุเทพจึงดันอภิสิทธิ์ขึ้นหัวหน้าพรรคสมใจอยาก และพลิกตำรารบจับมือ “เนวิน ชิดชอบ” และกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ จัดตั้งรัฐบาลที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ในปลายปี 2551
เมื่อบารมีสุเทพเบ่งบาน นักเลือกตั้งอาวุโสก็ถอยไปเป็นที่ปรึกษาพรรค รวมถึงบัญญัติ
นับแต่เกิดรัฐประหาร 2557 บัญญัติได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช.อย่างต่อเนื่อง
“บัญญัติ” ยังเดินเกมล็อบบี้ “นักการเมืองอาวุโส” ในพรรคอีกหลายคนให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
ด้านหนึ่ง เมื่อสุเทพลาออกจากพรรคไปทำงานมูลนิธิ กปปส. ทำให้อภิสิทธิ์ห่างเหินจาก “ลุงกำนัน” และหันมาพูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคมากขึ้น
นักเลือกตั้งเก๋าเกมอย่างบัญญัติรู้ดีว่า สุเทพกำลังคิดการอะไรอยู่ และ ปชป.ในสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งหน้า อาจเปลี่ยนโฉมหน้าไป
ผู้อาวุโสกำลังฟื้นศรัทธาประชาธิปัตย์ แต่มันอาจสายเกินไปแล้วก็ได้



