
มอง‘อำนาจรัฐสภา’ผ่านร่างรธน.ฉบับประชามติ
มอง‘อำนาจรัฐสภา’ผ่านร่างรธน.ฉบับประชามติ : โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
ใกล้วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 สิงหาคม เข้าไปทุกที แต่ยังมีผู้คนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติมีเนื้อหาสำคัญในเรื่องอะไรบ้าง
วันนี้ จึงขอหยิบเอาประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งขึ้นมากล่าวถึง นั่นก็คือ “อำนาจรัฐสภา” ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจแก่ "รัฐสภา” ไว้อย่างมาก
ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาล มาตรา 272 ได้ให้อำนาจ “รัฐสภา” (ซึ่งก็คือให้อำนาจแก่ ส.ส. ในการประชุมร่วมกับ ส.ว.) มีมติยกเว้นหลักที่ว่า “นายกรัฐมนตรี” จะต้องมาจากคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่พรรคการเมืองได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเป็น “นายกรัฐมนตรี” ได้
เมื่อ "รัฐสภา” มิมติให้เลือก "คนนอกบัญชีพรรคการเมือง” เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็จะทำให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถลงมติเลือก "คนนอกบัญชีพรรคการเมือง” เป็นนายกรัฐมนตรีได้
ทั้งนี้ตามมาตรา 272 ได้บัญญัติ ดังนี้
...“ในวาระเริ่มแรกที่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้ง “นายกรัฐมนตรี” จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้ “รัฐสภา” มีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ในกรณีเช่นนั้นให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของ “รัฐสภา” โดยพลัน และในกรณีที่ “รัฐสภา” มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้หรือไม่ก็ได้”
และไปไกลกว่านี้อีก เมื่อการลงประชามติในครั้งนี้ นอกจากการลงประชามติเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” แล้ว ยังให้มีการลงประชามติ “คำถามพ่วง” ด้วย ซึ่ง ”คำถามพ่วง” ที่นำมาถามประชาชนก็คือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งตาม “คำถามพ่วง” แปลความได้ว่า ให้ “รัฐสภา” มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้
ที่ผ่านมาอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นอำนาจของ “สภาผู้แทนราษฎร” เท่านั้น
ดังนั้น การที่ให้ "รัฐสภา” เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ก็เท่ากับให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ไม่ใช่เป็นอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพียงฝ่ายเดียว
หาก "คำถามพ่วง” ผ่านประชามติ ก็ต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อบรรจุหลักการนี้ลงไป
นอกจากนี้ “รัฐสภา” ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ยังมีอำนาจอื่นๆ อีก อาทิ
-มาตรา 132 มีอำนาจพิจารณากฎหมายลูก คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
-มาตรา 146 อำนาจในการยืนยันร่าง พ.ร.บ. กรณีพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือมิได้พระราชทานคืนมา
-มาตรา 155 อำนาจพิจารณากรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ
-มาตรา 162 คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
-มาตรา 165 มีอำนาจพิจารณากรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน
-มาตรา 177 การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม
-มาตรา 178 ให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต หรือหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศ
-มาตรา 256 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ในประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจของ ”“รัฐสภา” (รัฐสภา ประกอบด้วย ส.ส.และส.ว) จะมีการเพ่งเล็งไปที่ ส.ว. โดย “ฝ่ายไม่เห็นด้วย” กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เห็นว่า การที่ให้อำนาจแก่ ส.ว.ค่อนข้างมากขัดต่อหลักการของประชาธิปไตย เพราะ ส.ว.ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ “ฝ่ายที่เห็นด้วย” เห็นว่า ช่วงการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ประชาธิปไตยจะใช้กลไกปกติไม่ได้ จำเป็นต้องมีกลไกพิเศษมาประคับประคอง เพื่อให้การส่งต่อไม้ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเดินต่อไปได้ และการไม่มีกลไกไว้เป็นทางออกในยามฉุกเฉินอาจเกิดปัญหาวิกฤติซ้ำรอยเหมือนช่วงที่ผ่านมาได้ ดังนั้นจำเป็นต้องมี “กลไกพิเศษ” คอยช่วยแก้ปัญหา ถ้าไม่ใช้ “กลไกพิเศษ” มาช่วยเปลี่ยนผ่าน อาจจะ “เสียของ” ได้
ส่วนเหตุผลของฝ่ายไหนจะดีกว่ากัน ประชาชนจะเป็นคนตัดสินในการลงประชามติวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมนี้



