
รับหรือไม่รับ ในความรู้สึกแบบบ้านๆ
รับหรือไม่รับ ในความรู้สึกแบบบ้านๆ : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
ยิ่งใกล้ถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยิ่งมีกระแสข่าวที่ทำให้ประชาชนคนธรรมดาอย่างเราต้องพลอยลุ้นระทึกว่า จะผ่านหรือไม่ผ่าน ถ้าไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไร เพราะเห็นกระแสการไม่รับร่างยิ่งดังขึ้นทุกขณะ ส่วนที่บอกว่าจะรับกลับไม่อื้ออึงเท่า ล่าสุดหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะไม่รับ แถมเสนอทางออกไว้เบ็ดเสร็จ ส่วนคนที่ต้องออกไปใช้สิทธิ์อย่างเราๆ กลับไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย แถมบรรยากาศก็ไม่หวือหวา คึกคัก เดินไปตรงไหน นานๆ จะเห็นป้ายรณรงค์สักป้ายหนึ่ง เลยทำให้รู้สึกว่า เหมือนกึ่งหลับกึ่งฝันว่าเราจะต้องไปลงคะแนน รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พร้อมกับเกิดความสงสัย คาใจ อะไรตั้งหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆ คือ บรรยากาศของการรณรงค์กลับไม่คึกคักเท่าที่ควร
นี่ผิดกันมากกับการลงมติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ.2540 ที่ดูคึกคัก อื้ออึงเป็นพิเศษ เดินไปตรงไหนก็เจอแต่ป้ายรณรงค์ให้ไปลงประชามติ กระแสความตื่นตัวกระจายไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นในระดับชาวบ้านร้านตลาด หรือในหน่วยงานของรัฐ ผมจำได้ว่า ที่มหาวิทยาลัยของผม ทั้งอาจารย์และนิสิตพากันทำป้ายผ้าสีเขียว เขียนข้อความแสดงเจตนารมณ์ว่าเราจะรับร่างรัฐธรรมนูญกันเอิกเกริก ป้ายนั้นยาวเท่าความยาวของตึก ตัวหนังสือใหญ่มาก ขนาดเดินอยู่ไกลเป็นกิโลยังมองเห็น ส่วนทางการเองก็มีการจัดทำเอกสารสรุปเนื้อหาสาระ ข้อดีข้อด้อยของรัฐธรรมนูญให้ชาวบ้านได้อ่านกันอย่างทั่วถึง ไปไหนมาไหนได้ยินแต่เสียงประชาชนพูดคุยกันถึงเรื่องไปลงประชามติกัน แต่การลงมติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคมปีนี้ กลับเงียบเชียบผิดสังเกต
ก็อย่างที่หลายฝ่ายออกมาพูด ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.มันไม่โอเคเท่ากับร่างในปี 2540 เพราะสภาร่างฯ ในตอนนั้นมาจากตัวแทนของประชาชนทุกภาคส่วน บรรยากาศและความรู้สึกทางการเมืองมันต่างกันมาก ผู้คนตื่นตัวอยากได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แล้วเราก็ได้มาสมใจ แต่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2558 และล่าสุดก็คือปีนี้ มันอยู่ในสถานการณ์และบรรยากาศทางการเมืองที่ต่างกันคนละแบบ การตอบรับและความรู้สึกในเรื่องการลงประชามติจึงเป็นไปอีกแบบ ตามหน่วยงานราชการ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย แทบหาป้ายรณรงค์ไม่เจอ รัฐธรรมนูญที่จะให้ไปลงประชามติรับหรือไม่รับมีเนื้อหาสาระอย่างไรก็แทบไม่มีใครรู้ คิดดูก็แปลก เขาเรียกร้องให้เราไปลงคะแนนรับรัฐธรรมนูญ ในขณะที่คนส่วนมากกลับไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองจะไปตัดสินใจว่ารับหรือไม่รับมันเป็นอย่างไร
ลองไปคุยกับชาวบ้านระดับรากหญ้ามาหลายคน ถึงเรื่องจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พวกเขาก็มีท่าทีแบบอึมครึม ก้ำๆ กึ่งๆ ถามว่าจะไปใช้สิทธิ์ไหม แน่ละส่วนใหญ่ไป แต่ถามว่าแล้วจะรับหรือไม่รับ ก็ไม่มีใครตอบแบบฉาดฉานสักคนเดียวว่าจะเอาอย่างไร บางคนกลับพูดว่า แน่ใจหรือว่าเขาตั้งใจให้เรารับจริงๆ เพราะถ้าคนไทยรับร่างฉบับนี้ คสช.ก็หมดสิทธิ์บริหารประเทศ แล้วคิดหรือ? ว่า คสช.ต้องการให้มีการเลือกตั้งจริงๆ? ทำไมไม่คิดละว่า จริงๆ แล้ว คสช.ต่างหากที่ไม่อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ
ต้องยอมรับกันเลยทีเดียวว่า ชาวบ้านใน พ.ศ.นี้ มีความคิดอ่านทางการเมืองที่ไม่ธรรมดา หลายคนไม่ได้คิดแบบที่ทางการชี้ชวน ชักนำ แต่กลับย้อนแย้ง แทงกั๊ก ถามว่าคนที่คิดแบบนี้มีมากไหม? แม้ว่าเราจะไม่มีข้อมูลจากการสำรวจหรือวิจัย แต่ก็เชื่อได้ว่ามีอยู่จำนวนไม่น้อย ในขณะที่บางคนกลับเห็นต่างไปอีกว่า ถึงรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ แต่เชื่อเถอะว่า คสช.ก็จะอยู่ในอำนาจต่อไป เพราะได้วางหมากวางเกมไว้หมดแล้ว มันก็เลยกลายเป็นประเด็นว่า สิ่งที่ประชาชนส่วนหนึ่งคิด ไม่ใช่การรับหรือไม่รับ แต่พวกเขากลับคิดไปถึงการอยู่หรือไม่อยู่ของ คสช.มากกว่า
การลงประชามติเป็นสิทธิ์อันอิสระของประชาชน ส่วนใครจะคิดแบบไหนเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้าม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีข้อสังเกตต่อการลงประชามติในครั้งนี้ ก็คือ เหมือนกับว่ามันมีความไม่ค่อยจริงใจหรือกระตือรือร้นสักเท่าไหร่จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มันเหมือนมีลับ ลวง พราง อะไรซ่อนอยู่อย่างไรไม่รู้ จะว่ามันรีบร้อนจนเตรียมการอะไรไม่ทันก็ใช่ที่ คิดดูก็แปลก ขณะที่จะให้ประชาชนออกไปลงประชามติ แต่กลับไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรเก่่ียวกับรัฐธรรมนูญให้เขาได้ศึกษากันล่วงหน้า
อย่างว่า ผมคุยกับชาวบ้านมากไป เลยพลอยคิดแบบไทบ้านอยู่เหมือนกัน



