
ประชามติ ยังต้องลุ้น ?
“รับ” หรือ “ไม่รับ” ใครที่เคยคิดว่า ประชามติ ชนะใสๆ วันนี้อาจต้องคิดใหม่ !!
ถ้าเป็นมวยก็เข้ายกห้า หมดเวลาไหว้ครู หมดเวลาดูเชิง มีอะไรก็ต้องใส่กันให้หมด เพราะเลยจากนี้ไปก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เราจึงได้เห็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ออกมาแถลงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงก่อนวันลง ประชามติ เพียงสัปดาห์กว่าๆ
ถ้าใครฟังเนื้อการแถลงของ “อภิสิทธิ์” และตัดเรื่องอคติความชอบความชัง จะเห็นได้ว่าเขาชี้ให้เห็นถึงปัญหาและจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญได้ค่อนข้างชัด และพูดกันตรงๆ ว่า หาคนอื่นที่จะมีโอกาสตั้งโต๊ะ “สับแหลก” ร่างรัฐธรรมนูญได้ขนาดนี้
“อภิสิทธิ์” ร่ายยาวอย่างมีชั้นเชิง โดยระบุว่า เขาตั้งคำถามกับรัฐธรรมนูญสามข้อ ข้อแรกเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ข้อสองเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความแตกแยก และข้อสามเกี่ยวกับเรื่องการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น
สรุปง่ายๆ ว่า “สอบตก” ทั้งสามข้อ เขาจึงเห็นควรไม่รับร่าง
ข้อแรกเรื่องการพัฒนาประเทศ ที่ “อภิสิทธิ์” ให้ไม่ผ่าน เพราะการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศนั้น ปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน อีกทั้งบทบัญญัติที่เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนยังถูกตัดออกอีกหลายอย่าง รวมถึงไม่ได้มีการกำหนดเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดทิศทางผ่านการปกครองด้วยตนเอง
ข้อสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความแตกแยก ซึ่งเขาก็ให้สอบตกเช่นกัน โดยประเด็นแรกที่ให้สอบตกคือ เรื่องกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เปิดโอกาสให้ถกเถียง จนอาจจะเป็นความไม่ยอมรับกับตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และประเด็นที่สองเขายกตัวอย่างการบัญญัติ ส.ว. ที่ถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมาก และถึงขนาดที่บอกว่าอาจจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งใหม่เสียเอง
และคำถามข้อสุดท้ายคือ เรื่องการปราบโกง ก็เช่นเดิมว่าเขาให้สอบตก โดยระบุว่าทำให้องค์กรตรวจสอบสองแห่งอ่อนแอลง องค์กรแรกคือ ป.ป.ช. เพราะมีการออกแบบเอื้อให้ ป.ป.ช.ถูกแทรกแซงได้ และการตรวจสอบ ป.ป.ช.ก็ถูกสกรีนโดยประธานรัฐสภา ที่มาจาก ส.ส.เสียงข้างมากในสภานั่นเอง ขณะเดียวกันในส่วนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็เปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์คำพิพากษาได้
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ “อภิสิทธิ์” ได้วาดลวดลายทางการเมือง ขีดเส้นเอาไว้ว่า แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหันมาจับมือกับขั้วตรงข้ามอย่าง “เพื่อไทย” เพราะในประเด็นเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกานักการเมือง ผู้ที่จะได้รับประโยชน์คือจำเลยในคดีจำนำข้าวที่จะสามารถยื่นอุทธรณ์ได้
การแถลงครั้งนีี้เขายังวางหมากไว้อีก 2 ชั้น ชั้นแรกคือ การไว้ไมตรีกับ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะแม้เขาจะตัดสินใจไม่รับเหมือนกับหลายๆ คน แต่ที่ต่างออกไปคือ การเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำในการร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ซึ่งต่างจากองค์กร หรือบุคคลอื่นที่มีจุดยืนว่า หากประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คสช.เองต้องหลีกทางเปิดโอกาสให้ประชาชนมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ในลักษณะที่ คสช.ต้องถอยออกไปและไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวอีก
ส่วนหมากชั้นที่สองคือ หมาก “ตีกัน” โดยระบุว่า การร่างนั้นขอให้ใช้ รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นพื้นฐาน โดยให้เหตุผลว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพมากที่สุด และระบุอีกว่า เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ร่างรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายกว่านี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อเตือนมิให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีเนื้อหาหนักกว่าฉบับนี้ และที่สำคัญคือ เขาเลือกที่จะใช้รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นฐาน ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับเขาและพวกมากที่สุด ในขณะที่อีกหลายกลุ่มกลับเรียกร้องให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นฐาน เพราะมองว่าเป็นฉบับที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด
และหมาก “ตีกัน” ที่วางไว้อีกชั้นคือ การดักคอว่าจะทำทุกอย่างให้เป็นไปตามโรดแม็พ กล่าวคือ จะต้องมีการเลือกตั้งอย่างช้าในปี 2560 จะใช้ข้ออ้างในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในการยืดเวลาเลือกตั้งออกไปอีกไม่ได้
แน่นอนว่า หมากเกมนี้ของ “อภิสิทธิ์” เป็นการเดิมพันที่สูงพอตัว เพราะอย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องขัดแย้งทางความคิดกับ “อดีตคู่แฝด” ที่ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกันอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ปัจจุบันไปสวมบทบาท “ลุงกำนัน” แกนนำม็อบ กปปส. ที่ประกาศหนุนร่างรัฐธรรมนูญอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
แน่นอนว่า หากพูดถึงการคุมเกมในพรรค ที่ผ่านมา “สุเทพ” ดูจะมีภาษีเหนือกว่า แต่ถึงเวลานี้ชัดเจนว่า “อภิสิทธิ์” มี “ชวน หลีกภัย” เป็นหลังพิง ซึ่งน่าจะส่งผลถึงฐานเสียงในพรรคไม่น้อย เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธว่า “ชวน” นั้น เปรียบเหมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค
ที่ “อภิสิทธิ์” เลือกเล่นเกมนี้ ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะสถานการณ์ในพรรคของเขาที่ผ่านมานั้น ไม่สู้ดี มีเสียงเรียกร้องให้ปลดอยู่เนืองๆ เขาจึงอาศัยจังหวะนี้แสดงความเป็นผู้นำ ประกาศจุดยืนเพื่อระบุว่าตัวเองยังมีหลักการ แน่นอนว่าหากฝั่งไม่รับชนะ เขาย่อมมีสถานะที่มั่นคงกว่าเดิม แต่หากรับก็คงไม่มีอะไรที่สูญเสียมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ดีไม่ดีงานนี้ “อภิสิทธิ์” อาจคืนชีพก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามถึงนาทีนี้เราคงยังไม่สามารถบอกได้ว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ฝั่งใดจะชนะ แต่ที่ต้องยอมรับคือ กระแสไม่รับนั้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เอาง่ายๆ นาทีนี้ฝ่ายที่ไม่รับนั้น ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มแกนนำของพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง หรือนักวิชาการหัวก้าวหน้าเท่านั้น หากแต่ยังมีคนทั่วไปและหลายๆ องค์กรที่ประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
เช่น กลุ่มเอ็นจีโฮ, กลุ่ม 43 องค์กร, กลุ่มพลเมืองห่วงใย และกลุ่มต่างๆ อีกหลายภาคส่วนของสังคมที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่หลากหลาย และที่สำคัญ หลากสี หลายคนเคยสนับสนุนการชุมนุมของ กปปส. หลายคนเคยสนับสนุนการยึดอำนาจเสียด้วยซ้ำ
ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การออกมาของ “อภิสิทธิ์” นั้น แม้จะไม่ใช่ตัวหลัก แต่ที่แน่ๆ ก็ปลุกกระแสได้ไม่น้อย เพราะเขาเองก็มีแฟนคลับอยู่ไม่น้อย ขณะที่คนกลางๆ ยังไม่ตัดสินใจ หรือไม่กล้าที่จะไม่รับร่าง เมื่อเห็นเช่นนี้ก็อาจจะมีความกล้ามากขึ้น
น่าสนใจว่า ณ วันนี้ กระแสต่างๆ เริ่มออกมาทางไม่รับร่าง ส่วนหนึ่งอาจจะบอกว่าเป็นเพราะมีกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มนำทางความคิดออกมาจุดกระแส แต่ส่วนหนึ่งไม่สามารถปฏิเสธว่า การกระทำของ คสช.เองนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนตัดสินใจทีี่จะไม่รับ
การทำงานของ คสช.นั้น เอาเข้าจริงแล้วกระทบกับคนจำนวนมาก การใช้อำนาจหลายทีสร้างความไม่พอใจให้หลายๆ คน และผลักมิตรไปเป็นศัตรู การปิดตา ปิดปาก เรื่องรัฐธรรมนูญ เริ่มกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับ และการทำงานที่ผิดพลาด รวมไปถึงการกระทำหลายๆ อย่างของทหาร ก็เริ่มทำให้คนเหนื่อยหน่าย เหล่านี้จึงอาจจะรวมตัวกันแสดงพลังออกมา เพราะการกาบัตรไม่ได้มีช่องแสดงเหตุผล หากแต่มีเพียงรับและไม่รับเท่านั้น ทำให้แม่น้ำหลายสายอาจจะไหลเทมารวมกันที่ช่องเดียว
และที่สำคัญคือ วันนั้นเราเริ่มเห็นคนที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญและ คสช. ออกมาพูดในทำนองว่า หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็อย่านำมาเป็นประเด็นทางการเมืองบ้างแล้ว
ใครที่เคยคิดว่า ชนะใสๆ วันนี้อาจต้องคิดใหม่!
-----------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ประชามติ ยังต้องลุ้น : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)



