ปล่อยให้ “สาละวิน” ไหลอย่างอิสระ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนบนโลกใบนี้ ต่างมีความต้องการใช้พลังงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้นรัฐหรือองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างมีความพยายามที่จะจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ให้แก่ประชาชน และ “แม่น้ำสาละวิน” เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ
นำมาสู่คำถามที่ว่า แม่น้ำสาละวินจะเป็นเพียงแม่น้ำสายเดียว ที่ไหลอย่างอิสระโดยไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ มาขวางกั้น ได้หรือไม่...ซึ่งถือเป็นคำถาม ที่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วรอดยาก เพราะไม่นานมานี้ มีรายงานสถานการณ์เขื่อนสาละวินในประเทศเมียนมาร์ และพรมแดน “ไทย-เมียนมาร์” โดยเครือข่ายสาละวินวอชต์ เอาไว้อย่างน่าใจหาย
เนื่องจาก โครงการพัฒนาบนแม่น้ำสาละวินในเมียนมาร์ จะมีการสร้างเขื่อนถึง 7 เขื่อน จากทั้งหมดประมาณ 15 เขื่อน และหนึ่งในนั้น คือ เขื่อนฮัตจี บริเวณพรมแดนไทย-เมียนมาร์ ซึ่งห่างจากชายแดนไทยประมาณ 47 กิโลเมตร มูลค่าในการก่อสร้างของโครงการกว่าแสนล้านบาท
จากกระแสโครงการของรัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานทำให้ประชาชนในพื้นที่ริมน้ำสาละวิน 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านสบเมย บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย และบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สามเรียบ จ.แม่ฮ่องสอน เกิดความกังวลต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากโครงการสร้างเขื่อนนั้นเกิดขึ้นมาจริง เพราะโครงการเขื่อนฮัตจี มีสถานะที่มีความเป็นไปได้ และได้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม Environmental Impact Assessment (EIA) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว
เพื่อเป็นการสื่อสารกับคนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่ถึงข้อกังวลที่เกิดขึ้น ชาวบ้านใน 3 หมู่บ้านข้างต้น ได้ร่วมกันศึกษาวิจัย ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เรื่อง แนวทางการจัดการความมั่นคงทางอาหาร “ปลาสาละวิน” ด้วยภูมิปัญญาปกาเกอะญอ โดยมีแกนนำชุมชน และชุมชนริมแม่น้ำสาละวิน เข้าร่วม
อย่างไรก็ดี โครงการวิจัยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาชนิดพันธุ์ปลาในแม่น้ำสาละวิน และลำห้วยสาขา ที่ส่งผลให้เกิดความหลากหลายอันเป็นความมั่นคงทางอาหารของชุมชน เป็นอาหารเพื่อบริโภค และเป็นที่มาของรายได้ และการศึกษาพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ของเหตุปัจจัยภายนอกพื้นที่ และเหตุปัจจัยภายในพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำที่สำคัญในระบบนิเวศแม่น้ำสาละวิน และลำห้วยสาขา รวมถึงการศึกษาแนวทางการจัดการเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร “ปลาสาละวิน” บนฐานวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชนวิจัยในลุ่มน้ำสาละวิน
พงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ หัวหน้าโครงการวิจัย เล่าถึงที่มาของการทำวิจัยว่า เพื่อคลายความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น จากที่ได้ติดตามสถานการณ์เรื่องการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำต่างๆ พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่ ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
อีกประการคือ เกรงว่าความสมบูรณ์ของแม่น้ำสาละวินจะลดลง เพราะแม่น้ำสาละวินมีต้นกำเนิดที่เดียวกับแม่น้ำโขง และแม่น้ำแยงซี และเป็นแม่น้ำที่เกิดจากการละลายของหิมะ อุณหภูมิของน้ำในแม่น้ำสาละวินจึงมีความเย็นกว่าน้ำในแม่น้ำอื่นๆ ในประเทศไทย ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำมีความลึกและน้ำไหลแรง
ในขณะที่ประเทศจีน ยกให้แม่น้ำสาละวินเป็น 1 ในแม่น้ำ 3 สาย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” ร่วมกับ แม่น้ำโขง และแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์และความหลายหลายทางชีวภาพสูงแห่งหนึ่งของโลก
จากนั้น หัวหน้าโครงการวิจัยเล่าถึงการทำวิจัยว่า ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการพูดคุยกับชาวบ้านริมชายฝั่งแม่น้ำ วิเคราะห์จากข้อมูล พบว่า ปัญหาอาชีพประมงในแม่น้ำสาละวิน หากมีการสร้างเขื่อนก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำ ตะกอนดิน แพลงตอนที่เป็นอาหารสัตว์น้ำก็จะถูกดักโดยตัวเขื่อนที่ไปตั้งกั้นแม่น้ำ
รวมถึงการอพยพของฝูงปลา เพราะช่วงฤดูฝนหรือราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี ฝูงปลาจะอพยพขึ้นไปตามลำน้ำสาขาต่างๆ เพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ ก่อนที่จะอพยพกลับมาช่วงเดือนตุลาคม ดังนั้นช่วงที่ปลาวางไข่มากที่สุดจะมี 3 ช่วง คือ ช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ช่วงกลางฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม และช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ทำให้ปลาบริเวณลุ่มน้ำสาละวินและแม่น้ำสาขามีสภาพถิ่นที่หลากหลายทั้งแก่งเกาะ ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำ และวังน้ำลึก
นอกจากนี้ ไพโรจน์ พนาไพรสกุล ชาวบ้านแม่ตาฝั่ง เล่าว่า นอกจากเรื่องปลาที่เป็นรายได้หลักของชาวบ้านแล้ว ยังมีเรื่องของการเกษตร และวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ เพราะการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสาละวิน อาจเกิดผลต่อแหล่งอาหาร เช่น การพังทลายของหน้าดิน ลำน้ำที่ตื้นเขินจากการกักเก็บน้ำในช่วงหน้าแล้ง นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์การสู้รบในเมียนมาร์ เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า โครงการสร้างเขื่อน เป็นการบีบให้ชนกลุ่มน้อยออกจากพื้นที่
อย่างไรก็ดี การพูดคุยในประเด็น “ปลาและความมั่นคงทางอาหาร” ของแม่น้ำสาละวิน ทำให้เกิดการทบทวนสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงของลุ่มน้ำพื้นที่ชายขอบ ซึ่งฐานข้อมูลจากงานวิจัยจะเป็นตัวช่วยสำคัญประกอบการตัดสินใจของรัฐ และเป็นการ “ขจัด” มุมมองที่ว่า ประชาชนที่อาศัยในลุ่มน้ำส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่สามารถเข้าถึงอำนาจในการตัดสินใจได้ การพัฒนาและการใช้ทรัพยากรจึงเป็นการตัดสินใจโดยภาครัฐร่วมกับบริษัทเอกชน โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและชุมชนเจ้าของพื้นที่ อย่างที่ผ่านมา
โดย - ธนชัย แสงจันทร์



