
ชำแหละ!!จุดยืน‘อภิสิทธิ์’ไม่รับร่างรธน.
ชำแหละ!!จุดยืน‘อภิสิทธิ์’ไม่รับร่าง รธน. : สำนักข่าวเนชั่น
เหตุผลหนึ่งที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อ้างในการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คือ การทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่อนแอลงในการปราบปรามการทุจริต
อภิสิทธิ์ บอกว่า เดิมถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาใครผิดใครโกง คนจะอุทธรณ์ได้ คือ ต้องมีหลักฐานใหม่ และคนที่จะวินิจฉัยคือ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้อุทธรณ์ได้ง่ายขึ้น และดำเนินการโดยองค์คณะใหม่ ไม่ใช่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แพ้ครั้งหนึ่งก็ไปลุ้นครั้งที่สอง คาดว่าคนที่จะได้ประโยชน์ คือ จำเลยของคดีโครงการรับจำนำข้าว ถ้าตัดสินว่าผิด เขาก็สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายใหม่ได้เลย ทำให้กระบวนการปราบโกงอ่อนแอ
หากแปลความที่ “อภิสิทธิ์” พูด ก็อาจได้ความทำนองว่า ถ้ากระบวนการมันสั้น รวดเร็ว และค่อนข้างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรืออุทธรณ์ได้ยากหรือศาลเดียวจบ ก็จะทำให้กลไกการปราบปรามทุจริต มีประสิทธิภาพมากกว่า
แต่ “มองต่างมุม” ในประเด็นนี้ว่า จากการที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 278 วรรคสาม และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ออกตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งกำหนดว่า “ในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ให้ ผู้ต้องคำพิพากษา ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ”
แต่หลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ก่อให้เกิดปัญหา ดังนี้
1.โจทก์หรือผู้ร้อง ซึ่งเป็นผู้ที่ฟ้องหรือร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ให้สิทธิเฉพาะ “ผู้ต้องคำพิพากษา” ซึ่งก็คือ จำเลย เท่านั้นที่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายโจทก์หรือผู้ร้องได้
ยกตัวอย่างเช่น คดีที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ให้ริบทรัพย์สินของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกเป็นของแผ่นดิน คดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาให้ริบทรัพย์สินของนายทักษิณตกเป็นของแผ่นดิน เพียงบางส่วน คดีนี้อัยการสูงสุดผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ให้ริบทรัพย์สินของนายทักษิณ ตกเป็นของแผ่นดินทั้งหมดได้ เพราะกฎหมายไม่เปิดช่อง
2.การที่กำหนดว่า การที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ได้ ต้องเป็น กรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ และ ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นั้น เกิดขึ้นได้ยากมากในสภาพความเป็นจริง เพราะจำเลยไม่สามารถหาหลักฐานใหม่มาได้ทันภายในระยะเวลาเพียง 30 วัน
และยังเป็นการขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 วรรคห้า ซึ่งกำหนดว่า บุคคลทุกคนที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษในความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาทบทวนคำพิพากษาจากองค์กรวินิจฉัยคดีที่สูงกว่า
ด้วยเหตุนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะทำประชามติ จึงได้อุดช่องโหว่ ทั้ง 2 ประการข้างต้น โดยในมาตรา 195 วรรคสี่ บัญญัติว่า "คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำพิพากษา"
เมื่อเขียนอย่างนี้ จึงทำให้ไม่เฉพาะจำเลย เท่านั้นที่อุทธรณ์คดีได้ แต่เป็นสิทธิของทั้งสองฝ่ายคือทั้งโจทก์และจำเลย สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ได้ และไม่ต้องมีเงื่อนไขว่า ต้องมีหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคดีจึงจะอุทธรณ์ได้
ซึ่งตามหลักการก็ควรเป็นเช่นนั้น เนื่องจากการ “อุทธรณ์” คดี ควรเป็น “สิทธิ” ของคู่ความในคดีที่จะแสวงหาความยุติธรรมให้แก่ตนเองได้อย่างเต็มที่จนถึงที่สุด ไม่ควรไปปิดกั้นหรือสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเพราะในกระบวนการยุติธรรมหากผ่านกลั่นกรองจากหลายชั้น โอกาสผิดพลาดหรือ มี “แพะ” รับบาป ก็จะน้อยลง ทำให้กระบวนการยุติธรรมได้รับความเชื่อถือจากประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่ทำให้อ่อนแอลง แต่อย่างใด
ส่วนที่ “อภิสิทธิ์” ชี้ให้เห็นว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คนที่ทำหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ คือ องค์คณะใหม่ ไม่ใช่ที่ “ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” เหมือนระบบเดิมนั้น ตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 195 วรรคห้า ระบุว่า “การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้ดำเนินการโดย องค์คณะของศาลฎีกา ซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน และได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 9 คน และเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา”
กรณีนี้เห็นคล้อยตาม “อภิสิทธิ์” ว่าต่างไปจากระบบเดิมซึ่งใช้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาซึ่งมีผู้พิพากษามากถึงประมาณ 170 คน ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ใช่เพียง 9 คน อย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ซึ่งการระดมสมองด้วยผู้พิพากษาจำนวนมากกว่าร้อยคน น่าจะได้ความถูกต้องในการวินิจฉัยคดีมากกว่า
ประเด็นต่อมา คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) “อภิสิทธิ์” บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใครจะตรวจสอบ ป.ป.ช. ต้องยื่นเรื่องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปกติคนที่เป็นประธานสภาผู้แทนฯ ก็ คือ ส.ส.ของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ซึ่งประธานสภาผู้แทนฯ จะมีดุลพินิจสิทธิขาดในการที่จะส่งเรื่องต่อศาล ประเด็นนี้จึงกระทบต่อกระบวนการตรวจสอบอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดการต่อรองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและ ป.ป.ช.ได้
ประเด็นนี้ ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 236 บัญญัติว่า ส.ส. ส.ว.หรือสมาชิกของทั้งสองสภา จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช.คนใดร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม โดยยื่นต่อ ประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง
ซึ่งต่างจากระบบเดิมที่เมื่อมีการเข้าชื่อข้างต้น ก็สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช.ได้เลย แต่ตามระบบใหม่ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การที่เรื่องต้องผ่านประธานรัฐสภา (ปกติประธานสภาผู้แทนฯ เป็นประธานรัฐสภา) ก่อน อาจทำให้เกิดการต่อรองขึ้นได้ เช่น แลกกันระหว่างคดีของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. กับการที่ประธานรัฐสภา จะไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้น ที่ “อภิสิทธิ์” นำประเด็นนี้มากล่าวอ้างชี้ให้เห็นจุดอ่อนของร่างรัฐธรรมนูญจึงฟังขึ้น
ทั้งหมด คือ การ “เห็นเหมือนและต่าง” ต่อคำแถลงของ “อภิสิทธิ์” ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ



