
สแกนอีสานสามเมือง‘สามสี’(ตอนจบ นครราชสีมา)
สแกนอีสานสามเมือง‘สามสี’(ตอนจบ นครราชสีมา) : โค้งสุดท้ายประชามติ สำนักข่าวเนชั่น
หลังจากสำนักข่าวเนชั่นได้ลงพื้นที่เมืองหลวงเสื้อแดง เมืองหลวงเสื้อน้ำเงิน ในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 เดินทางมาถึงตอนที่ 3 สำนักข่าวเนชั่น ได้ลงพื้นที่เมืองหลวงที่ 3 เมืองหลวงอีสาน คือ จ.นครราชสีมา หรือ โคราช
“โคราช” เป็นจังหวัดที่ถือว่าเป็นพื้นที่ใหญ่ มีประชากรกว่า 2 ล้านคน มีจำนวนเก้าอี้ ส.ส.เป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร คือ 15 ที่นั่ง จึงถือว่าเป็นพื้นที่สำคัญอีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษอีกหนึ่งจังหวัด เพราะถือว่าคาดเดาได้ยากมากว่าจะออกในแนวไหน ผลจะออกมาเป็นอย่างไร
โคราช อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มีเก้าอี้ ส.ส.ถึง 15 ที่นั่ง แต่ในจำนวน 15 ที่นั่ง ไม่ได้มีพรรคใดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือน 2 จังหวัดที่ผ่านมา โดยพรรคเพื่อไทยยึด 8 ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 4 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 3 ที่นั่ง
แม้พรรคเพื่อไทยจะได้เก้าอี้มากกว่าครึ่ง แต่ก็ถือว่าครอบทั้งจังหวัด พื้นที่โคราชจึงเรียกได้ว่า เป็นพื้นที่หลากสี นอกจากการเมืองแล้ว กลุ่มการเมืองในพื้นที่โคราชเรียกได้ว่า มีครบองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พันธมิตร นปช. กปปส. หรือแม้กระทั่งเสื้อน้ำเงิน
ส่วนบรรยากาศก่อนประชามติในพื้นที่โคราชก็เรียกได้ว่าคึกคักพอสมควร โดยกกต.จังหวัดเปิดเผยว่า คาดว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากกว่าตอนลงประชามติ ปี 2550 แน่นอน เพราะประชาชนมีความตื่นตัว โดยครั้งนั้นมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ 57%
ทั้งนี้กกต.ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้คนในตัวเมือง โดยเชิญผู้นำตระกูลแซ่ต่างๆ และหอการค้าจังหวัด มาร่วมพูดคุย ขอความร่วมมือ และยังมีชุมชนเมืองที่มีอยู่จำนวน 60-70 ชุมชน ซึ่งสาเหตุเพราะโคราชเป็นจังหวัดใหญ่ กกต.จึงต้องใช้เครือข่ายในการรณรงค์ให้คนออกมาลงประชามติ
โดยแบ่งเป็นเครือข่าย กกต.โคราช คือ เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล (ศส.ปชต.) มี 2,890 คน (289 ศูนย์) รด. 300 คน อสม. 470 คน ดีเจประชาธิปไตย 30 คน ครู ข.ของกกต. 25 คน (ครู ข. อบรม ศส.ปชต.) ซึ่งกกต.ได้อบรมเครือข่ายก่อนลงพื้นที่ ทำให้บรรยากาศการรณรงค์ในโคราชคึกคักทั่วทั้ง 32 อำเภอ นอกจากนี้ยังได้เตรียมจัดบิ๊กเดย์ 4 สิงหาคมนี้พร้อมกัน
ส่วนจำนวนประชากรของโคราชมีประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวน 70 เปอร์เซ็นต์ และยืนยันว่า เอกสารส่งถึงครบทุกครัวเรือนแล้ว
ทั้งนี้ กกต.กับนายอำเภอ ผู้ว่าฯ เเละเครือข่ายยังมีการประสานงานกันทุกวัน ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ และกกต.ยังมีฝ่ายสืบสวนคอยตรวจสอบข่าวกรองป้องกันเหตุวุ่นวายช่วงก่อนลงประชามติอีกด้วย
นอกจาก กกต.แล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี “วิเชียร จันทรโณทัย” ผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการทุกภาคส่วนและประชาชน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเดินรณรงค์ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมด้วย
ส่วนต่างอำเภอ มี อ.ด่านขุนทด นำโดยนายอำเภอด่านขุนทด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการทุกภาคส่วน ตำรวจ ทหาร ประชาชน นักเรียน กว่า 3,000 คน ได้จัดกิจกรรมเดินถือป้ายรณรงค์ตามถนนสายสีคิ้ว-ชัยภูมิ และถนนสายด่านขุนทด-หนองสรวง
โดยรอบบริเวณในเขตตลาดเทศบาลตำบลด่านขุนทด รวมระยะทางกว่า 4 กม. เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับทราบและไปร่วมกันลงประชามติออกเสียงร่างรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน
ส่วนภาคประชาชน "ดร.ปรีชา อุยตระกูล" เครือข่ายองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ภาคอีสานและนครราชสีมา เปิดเผยว่า จะมีอาสาสมัครที่จะสังเกตการณ์การลงประชามติ โดยโคราชคุยในเครือข่ายตามอำเภอ ดูเรื่องความตื่นตัวและเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ บรรยากาศการลงประชามติ และวันที่ 7 สิงหาคม องค์กรกลางโคราชจะมีรถตระเวนดูบางอำเภอ แต่มีอาสาสมัครเกือบทุกอำเภอทุกคนเป็นอาสาสมัครไม่มีค่าตอบแทนอะไร
ส่วนใหญ่เครือข่ายเป็นทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ นักธุรกิจ นักศึกษาเกษตรกร เอ็นจีโอ ผู้บริหารท้องถิ่นก็มี และอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว
ขณะที่ “เครือข่ายปฏิรูปโคราช ปฏิรูปประเทศไทย” เครือข่ายนี้ ดร.ปรีชาระบุว่า ทำงานมาตั้งแต่ปี 2553 และทำงานเครือข่ายประชาสังคมมา 20-30 ปีมาแล้ว เพราะมีความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงความเคลื่อนไหวของสังคมมายาวนาน เครือข่ายนี้ก็ขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ขยายครบ 32 อำเภอ และทำประเด็นหลายเรื่อง ส่วนการทำประชามติครั้งนี้ยังไม่มีหน่วยงานรัฐมาขอความร่วมมือ แต่พวกเขาก็ทำงานในฐานะผู้สังเกตการณ์
ดร.ปรีชา เล่าว่า บรรยากาศการรณรงค์ในภาพรวมส่วนใหญ่โคราชได้รับข่าวสารจากทางวิทยุ ทีวี เรื่องการลงประชามติ แต่ถ้าถามในแง่ความตื่นตัว คิดว่าการสื่อสารจากสื่อยังมีแค่ 2-3 ทางที่เห็น คือ ทีวีและวิทยุ และป้าย ถ้าดูในแง่ของที่ตั้งตามข้างทางคิดว่ามีน้อยมาก และเท่าที่รับฟังจากเครือข่ายเวลาจัดเวที ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ค่อยมีการพูดกัน ไม่มีการถกเถียงกันและไถ่ถามกัน
ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นตัวรัฐธรรมนูญจริง ยังไม่เห็นร่างที่จะต้องลงประชามติตัวเต็มเป็นอย่างไร ประชาชนเคยเห็นแต่รูปถ่ายแต่ยังไม่อ่าน และในหลายพื้นที่ก็ยังไม่ได้รับร่างฯ เพราะยังแจกจ่ายไม่ทั่วถึง
เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เหลืออีกไม่กี่วัน ไม่แน่ใจว่าร่างรัฐธรรมนูญที่พิมพ์ออกมาจะส่งถึงมือประชาชนได้วันไหน หรือจะทั่วถึงหรือไม่ แล้วการที่คนไม่มีสิ่งที่เขาจะไปออกเสียงว่าเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
“เขาไม่เคยเห็น มันก็เป็นเรื่องลำบากที่เขาจะใช้วิจารณญาณ ดังนั้นสิ่งที่เขาได้เห็นได้ยินและได้ฟังตัดสินใจ เป็นสิ่งที่ได้ฟังจากคนอื่นผ่านสื่อมวลชน จริงๆ แล้วก็เป็นการตัดสินใจตามสิ่งที่เขาเล่าว่ามากกว่า โดยไม่เห็นตัวจริง นี่เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะอย่างน้อยถ้าให้เขาได้เห็น เขาอ่านไม่อ่านเป็นอีกเรื่อง แต่การที่จะตัดสินใจใคร่ครวญได้ชั่งตรอง ได้สนใจดีขึ้น”
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก เป็นการวางกฎเกณฑ์ของสังคม การตัดสินใจควรจะเปิดเวทีให้มีการถกเถียง มีการวิพากษ์วิจารณ์ มีการอธิบายชี้แจงอย่างกว้างขวางจะเป็นการปลุกกระแสให้คนถกเถียงเป็นเหมือนเวทีสร้างกระบวนการเรียนรู้กับชุมชนและสังคมในระดับแคบและกว้าง รัฐหรือสื่อ หรือหน่วยงานเกี่ยวข้องควรทำเวทีที่ให้ได้ถกเถียงกัน เพราะสังคมจะมีกฎเกณฑ์ยังไงมันต้องมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ให้คนไปคัดกรองและได้ตัดสินให้ถูก
“เมื่อบรรยากาศในเมืองเงียบ นอกเมืองไม่ต้องพูดถึงเงียบกว่าในเมือง ในเมืองก็เป็นแบบฟังเขาเล่ามาแล้วมาถกเถียงกัน โดยที่ไม่เห็นร่างฯ ว่าเขียนว่าอย่างไร ถ้าบรรยากาศเงียบก็น่ากลัวว่าผู้ออกมาใช้สิทธิ์ตามเป้าที่กกต.ตั้งเป้า 80 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่”
น่าสังเกตว่า เมืองหลวงหลากสีแห่งนี้ เมื่อไม่มีใครครอบครองเสียงได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ยากที่จะจับอารมณ์ได้ว่า ประชาชนคิดอย่างไร ดังนั้นผลการลงมติของนครราชสีมานั้น จึงยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะออกมาในแนวไหน
หากเปรียบเทียบทั้ง 3 จังหวัด ที่สำนักข่าวเนชั่นได้ลงพื้นที่ จะเห็นได้ว่า ส่วนของ กกต.หรือหน่วยงานราชการ ต่างออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า มีการประชาสัมพันธ์กันอย่างเต็มที่ เชื่อว่ามีคนออกมาใช้สิทธิ์มากกว่าปี 50 แน่นอน
แต่กลับสวนทางกับประชาชนหรือภาคประชาชนในพื้นที่ที่ก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า จริงๆ แล้วประชาชนยังไม่เคยเห็นร่างฯ ไม่เข้าใจเนื้อหาของร่างฯ เลย ซึ่งสุดท้ายแล้ว แม้การลงประชามติผลจะออกมาว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง



