คอลัมนิสต์

สแกนอีสานสามเมือง‘สามสี’(ตอนที่1อุดรธานี)

สแกนอีสานสามเมือง‘สามสี’(ตอนที่1อุดรธานี)

28 ก.ค. 2559

สแกนอีสานสามเมือง‘สามสี’(ตอนที่1อุดรธานี) : โค้งสุดท้ายประชามติ สำนักข่าวเนชั่น โดย โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล

           เริ่มนับถอย เหลืออีกเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ก่อนถึงวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 วันที่ประชาชนคนไทยต้องไปออกเสียงประชามติ ถือว่าเป็นวันสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของประเทศอีกวันหนึ่งว่าจะเดินไปอย่างไรต่อ หลังจาก คสช. โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจการปกครอง

           ก่อนถึงวันประชามติ สำนักข่าวเนชั่น ได้ลงพื้นที่สำคัญในภาคอีสาน ใน 3 จังหวัด ที่เปรียบเป็นเหมือนตัวแทนของกลุ่มสีต่างที่มีความหลากหลาย จังหวัดแรก คือ  อุดรธานี ซึ่งถูกขนานนามว่า เมืองหลวงของคนเสื้อแดง จังหวัดที่ 2 คือ บุรีรัมย์  เป็นเมืองหลวงของคนเสื้อน้ำเงิน และ จังหวัดที่ 3  นครราชสีมา ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีใครครอบครองพื้นที่ได้ชัดเจน จนถูกมองว่าเป็นเมืองหลากสี

           อุดรธานี ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง และหากจะพูดถึงเสื้อแดง หลายคนคงมีคำตอบอยู่ในใจว่า ต้องไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างแน่นอน เพราะแดงตัวพ่อ อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ย้ำมาตลอดและแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้

           แต่ความเป็นจริงแล้ว หากลงไปดูบรรยากาศที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.อุดรธานีแล้ว สิ่งที่คิดอาจไม่เป็นอย่างที่เห็นก็เป็นได้ เพราะแนวโน้มผลการลงประชามติของเมืองหลวงเสื้อแดงอาจจะสวนทางกับที่ประธานนปช.ได้ย้ำและยืนยันผ่านสื่อมาตลอดก็เป็นได้

           หลายคนอาจจะมองกันว่า จ.อุดรธานี น่าจะเป็นจังหวัดที่ต้องมีการเคลื่อนไหว ต้องมีคลื่นใต้น้ำ ต้องมีการป่วน ต้องมีการต่อต้านการลงประชามติ ต้องมีการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมครั้งนี้อย่างแน่นอน เพราะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดง มีหมู่บ้านเสื้อแดงจำนวนมาก มีบทบาทในการเคลื่อนไหว หรือการชุมนุมของคนเสื้อแดงหลายต่อหลายครั้ง แม้แต่การลงพื้นที่หาเสียงของพรรคเพื่อไทยเอง จังหวัดแรกๆ ที่จะลงพื้นที่ก็คือ อุดรธานี

           จากการลงพื้นที่ของเราต้องบอกว่า หลายคนอาจจะประเมินกันผิดหรือคิดผิดไปถนัด เพราะตั้งแต่หลังการปกิวัติยึดอำนาจโดย คสช. ฝ่ายความมั่นคงหรือฝ่ายทหารได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อพบปะ พูดคุยทำความเข้าใจกับแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ ไล่ตั้งแต่หมู่บ้านเสื้อแดงขึ้นมา ได้ถูกทหารเรียกคุย พูดคุย ปรับทัศนคติ ป้องปรามอย่างต่อเนื่อง

           จนเวลาผ่านมา 2 ปีเศษ หมู่บ้านเสื้อแดงที่ว่ามีอยู่มากมายใน จ.อุดรธานี ชนิดที่เรียกว่าไปที่ไหนก็เจอหมู่บ้านเสื้อแดง ได้เปลี่ยนแปรสภาพไปหมดแล้ว หรือเรียกว่าแทบจะหายไป ไม่หลงเหลือ ถูกปรับเปลี่ยนจากหมู่บ้านเสื้อแดงเป็นหมู่บ้านคิดใหม่ทำใหม่ พูดกันง่ายๆ ภาษาชาวบ้าน ทหารคุมไว้หมด อย่างเบ็ดเสร็จ

           ดังนั้นเรื่องคลื่นใต้น้ำแทบจะไม่ต้องพูดถึง ไล่เรียงตั้งแต่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่ ทุกคนต่างเก็บเนื้อเก็บตัว ซึ่งเหตุผลก็น่าจะไม่มีอะไรมาก คือไม่อยากมีปัญหากับทหาร

           ส่วนนักการเมืองท้องถิ่น หรือแม้แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนมวลชนในพื้นที่เอง เมื่อ ส.ส.ในพื้นที่ซึ่งเป็นเหมือนหัว ไม่ขยับ นักการเมืองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ถือว่าเป็นหัวคะแนน ก็ต่างเก็บตัว ไม่ขยับตามไปด้วย

           โดยกำนันตำบลหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ เปิดเผยกับสำนักข่าวเนชั่น ว่า “ขณะนี้พื้นที่ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวอะไร เพราะทหารลงพื้นที่ตลอดเวลา ไม่มีใครอยากให้ทหารมาเยี่ยมบ้านบ่อยๆ ไม่อยากมีปัญหากับทหาร ขนาดไม่ได้ทำอะไร อยู่เฉยๆ ทหารยังมาบ่อยเลย”

           ซึ่งตรงกับข้อมูลจากแหล่งข่าวจากฝ่ายปกครองของจังหวัด  ยืนยันว่า ในพื้นที่ไม่มีคลื่นใต้น้ำ หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มใดๆ เพราะอย่าลืมว่า จ.อุดรฯ เป็นพื้นที่ที่ขึ้นชื่ออยู่ ดังนั้นฝ่ายความมั่นคงจึงจับตามองและคอยดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งในขณะนี้ก็ถือว่าทุกอย่างราบรื่นดี เจ้าหน้าที่ทหารจัดการได้หมด พูดง่ายๆ คือ ฝ่ายปกครองเราก็มีหน้าที่ชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชน ส่วนทหารมีหน้าที่ควบคุมดูแลพฤติกรรมป้องกันการเคลื่อนไหว”

           หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลพื้นที่ จ.อุดรธานี คือ มทบ.24 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งก็ลงพื้นที่ตลอด ภายใต้การดูแลของ พล.ต.อำนวย จุลโนนยาง ผบ.มทบ.24 ในฐานะ ผบ.กกล.รส.อุดรธานี ได้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 

           เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้เชิญ ขวัญชัย ไพรพนา อดีตประธานชมรมคนรักอุดร รังษี ศุภชัยสาคร และ ดนุช ตันเทอดทิตย์ อดีตแกนนำ กปปส.อุดรธานี อดีตคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง มาร่วมงานฝ่ายละ 50 คน มอบเสื้อสีม่วงและหมวกหมายเลข 24 เพื่อใส่ร่วมงาน

           ถือว่าเป็นการนำมวลชนทุกฝ่ายมาร่วมกิจกรรม โดยมีการต่อแถวใช้เชือกช่วยกันดึงวัชพืชขึ้นจากน้ำ เพื่อสะท้อนว่า ไม่มีการแบ่งฝ่ายแบ่งสี และขณะเดียวกันมีการเชิญชวนให้ไปร่วมกันออกเสียงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคมนี้

           นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ กกต.เชิญชวนประชาชนไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยากให้ประชาชนมาออกเสียงลงคะแนนประชามติให้มาก เพราะในการลงประชามติเมื่อปี 2550 จ.อุดรธานี มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 54 เปอร์เซ็นต์ โดยผ่านเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครู ก.-ข.-ค. ในระดับอำเภอ ตำบล หมูบ้าน และยังใช้กองหนุนแห่งชาติและ รด.จิตอาสา ไปร่วมกิจกรรมเชิญชวนประชาชนกับกลุ่มพลังมวลชนที่ทำกิจกรรมอยู่แล้ว 7-8 กลุ่ม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารในการลงพื้นที่ อีกด้วย

           หากลงมาดูในส่วนของคนเสื้อแดงในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ถือว่าเป็นชาวบ้านทั่วไป ก็ได้ยืนยันว่า พร้อมที่จะมาออกใช้สิทธิในการลงประชามติ ซึ่งหลายคนให้เหตุผลว่า “แม้ว่าจะไม่พอใจหรือไม่ชอบ คสช.แต่ก็พร้อมที่จะออกมาใช้สิทธิลงคะแนนประชามติ ส่วนจะรับหรือไม่รับไม่ขอเปิดเผย อยู่ในใจ แต่อยากให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ”

           แต่ถ้าถามว่า พอใจกับรัฐธรรมนูญหรือเข้าใจในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เข้าใจ เพราะการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่น้อย การประชาสัมพันธ์ที่เข้าไม่ถึงในหลายพื้นที่ แม้แต่เอกสารยังไม่เห็นเลย จะเห็นบ้างก็ในทีวีบ้าง รู้เพียงว่า วันที่ 7 สิงหา ต้องไปลงประชามติ แม้จะบอกว่ามีครู ข. ครู ค. มาลงพื้นที่ แต่ครู ข. ครู ค.เองก็เพียงพูดหรือไปอ่านรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่ข้อให้ฟัง หรือประกาศตามเสียงตามสายเท่านั้น

           หากมองจากข้อมูลโดยรวมแล้ว จะสามารถเป็นเครื่องยืนยันได้หรือไม่ว่า การลงประชามติของเมืองหลวงเสื้อแดงในครั้งนี้ จะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก 

           แต่การที่ประชาชนจะออกมาลงประชามติ ไม่ใช่เพราะเข้าใจในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน เหตุผลจริงๆ อาจเป็นเพราะอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านไปเร็วๆ เพราะต้องการให้มีการเลือกตั้งในเร็ววัน ถึงแม้ในใจประชาชนบ้างส่วนอยากจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ตาม แต่ก็ต้องรับ เพราะอยากให้มีการจัดการเลือกตั้งเร็วที่สุด