คอลัมนิสต์

เปลี่ยนกระแสเป็นคะแนน?

เปลี่ยนกระแสเป็นคะแนน?

27 ก.ค. 2559

เปลี่ยนกระแสเป็นคะแนน?  : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

           หากวัดกันที่ความรับรู้ของคนในสังคม ต้องถือว่าประชามติครั้งนี้ "ไม่คึกคัก" เท่ากับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะอย่าว่าแต่เนื้อหาเลย แม้แต่วันที่ลงประชามติหลายคนยังงงว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ หรือกระทั่งถามว่า วันที่ 7 สิงหาคม จะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ไปลงคะแนนแล้วจะมีปัญหาอะไรหรือไม่

           อีกทั้งต้องยอมรับกันว่า กระแสเรื่องการฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ หรือการกล่าวหาเรื่องการบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้คนหลายคนเริ่มตื่นตัวและสงสัยว่าบ้านนี้เมืองนี้กำลังจะมีอะไรเกิดขึ้น

           แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ แม้กระแสรับรู้ในสังคมวงกว้างจะไม่มากเท่าที่ควร แต่กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญกลับคึกคักมากกว่าเมื่อครั้งปี 2550 โดยครั้งนั้นกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวหลักก็คือกลุ่มของพรรคการเมืองและนักการเมืองฝั่งขั้วพรรคไทยรักไทยเดิมเป็นหลัก นอกจากนี้ก็จะมีกลุ่มที่เคลื่อนไหว เช่น คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนนักวิชาการก็เช่นกลุ่ม “มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน”

           แม้จะมีเพียงกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่มาก แต่ต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่มีพลังเคลื่อนไหวและมีมวลชนในมือ ทำให้ครั้งนั้นมีคะแนนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสูงถึง 10 ล้านเสียง ขณะที่เสียงรับร่างมี 14 ล้านเสียง

           แต่กับครั้งนี้กลุ่มที่ออกมาแสดงท่าทีไม่รับร่างมีมากขึ้น แน่นอนกลุ่มหลักอย่างพรรคการเมืองและนักการเมืองจากเพื่อไทยก็ยังเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวเแสดงจุดยืนชัดไม่รับร่าง ซึ่งทาบทับอยู่กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็นฐานหลักของพรรค

           ขณะที่กลุ่มทางวิชาการก็ยังมีกลุ่มนิติราษฎร์ พร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการนิสิตนักศึกษาและประชาชน 43 องค์กร ที่ประกาศตัวชัดเจน รวมถึงเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เชื่อมความคิดกับกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศที่มีแนวเดียวกัน

           นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ออกมาประกาศว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในนามสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ที่นำโดย “ไพโรจน์ พลเพชร” รวมไปถึงกลุ่มคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35

           ด้านกลุ่มพลเมืองห่วงใย ที่แม้จะไม่ประกาศกร้าวว่าไม่รับ แต่ท่าทีที่รู้กันคือ การมีจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เป็นการลงนามของหลายๆ คนที่มาจากหลากกลุ่มการเมือง แน่นอนว่ารวมไปถึงกลุ่มคนที่เคยถูกมองว่าสนับสนุนรัฐบาล อย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองที่ถูกจับตาว่ากำลังต่อสายกับคนใน คสช. อย่าง “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” นักการเมืองจากพรรคชาติไทยพัฒนา อย่าง “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” และ “นิกร จำนง” 

           ส่วนที่ต้องจับตาคือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ ส.ส.กลุ่มหนึ่งจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังจะประกาศจุดยืนเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นก็บอกเป็นนัยว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี

           อย่างไรก็ตามหลายคนตั้งถามในเชิงปรามาสว่า แม้คนที่ออกมาจะดูมีหลายกลุ่ม แต่เอาเข้าจริงจะมีคนเห็นด้วยมากขนาดไหน เพราะเอาเข้าจริงคนที่มี “มวลชน” ในมือ ที่สามารถแปลงเป็นคะแนนได้ชัดๆ ก็มีเพียงกลุ่มเพื่อไทย และคนเสื้อแดง ที่แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนกลุ่มเอ็นจีโอ ก็เป็นที่รู้กันว่ามีเสียงแต่ไม่มีกำลังคน เช่นเดียวกับกลุ่มทางวิชาการ แม้จะมีความคิด แต่คนที่สนับสนุนก็อาจมีไม่มาก

           สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ต้องดูว่า กลุ่มของ “อภิสิทธิ์”  จริงๆ แล้วจะต้านทานพลังของกลุ่ม “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ได้หรือไม่ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงหลัก หรือเอาเข้าจริงๆ แล้วอาจเป็นอย่างที่หลายคนกล่าวหาไว้ว่า เป็นยุทธศาสตร์เล่นสองทางตีสองหน้าของพรรค เพราะไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะพวกเขาก็ยังเกาะกระแสต่อไปได้

           แต่ที่ต้องไม่ลืมคือ วันนี้คนที่เห็นต่างคนที่ไม่เห็นชอบ ที่เป็นคนเล็กคนน้อย ที่ยังไม่มีโอกาสได้พูด ได้เปิดเผย เพราะบรรยากาศแห่งการคุมเข้มประชามติ ทำให้ทุกคนอยู่ในสภาพแห่งความหวาดกลัวไม่กล้าที่จะเปิดเผยเจตนารมณ์ หรือความต้องการของตัวเองที่ชัดเจน ซึ่งพวกเขาจะไปบอกชัดเมื่อเข้าคูหา ที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเลือกหรือกาอะไรออกไป

           ไม่ต้องดูอื่นไกล แค่ดูผลโพลล์ที่ออกมาก็เห็นความผิดประหลาดไม่น้อย ที่มีผู้เห็นควรไม่รับร่างอยู่ที่หลักไม่เกิน 10%  ย่อมสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีว่าเกิดอะไรขึ้น

           และยิ่งกระแสการไม่รับมากขึ้นก็อาจจะส่งผลถึงความกล้าในการตัดสินใจ 

           ดังนั้นถ้าใครบางคนหลงกับภาพที่เกิดขึ้นจากการปิดหู ปิดตา ปิดปาก จนเผลอคิดว่าเป็นเรื่องจริงว่า อย่างไรก็ชนะใสๆ   ถึงวันจริงแล้วอาจจะช้ำใจเอาได้ง่ายๆ