
เตือน!บทลงโทษ‘ใบสมัครคนจน’
เตือน!บทลงโทษ‘ใบสมัครคนจน’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
หลังรัฐบาล คสช.ประกาศช่วยเหลือคนยากจนอย่างยั่งยืน เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะนี้เริ่มเปิดรับสมัครลงทะเบียน “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยมีระยะเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2559 เฉพาะผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี แต่ปรากฏว่าข้อความในใบสมัครสร้างความสับสน พร้อมบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง !
ทั้งนี้ นโยบายเปิดให้ลงทะเบียนรับสวัสดิการจากภาครัฐ หรือชาวบ้านเรียกว่า “ลงทะเบียนคนจน” นั้น ใครก็ตามว่างงานหรือไม่มีรายได้ถึง 1 แสนบาทในปี 2558 สามารถไปธนาคาร 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย เพื่อขอใบสมัครมากรอกให้รัฐบาลนำไปจัดทำฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย
แม้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าลงทะเบียนไปแล้วจะได้ความช่วยเหลืออะไรบ้าง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ธนาคารอธิบายไว้เพียงข้อมูลนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์ก่อน ว่าใครควรได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน ผู้ประกอบอาชีพอะไรที่เดือดร้อนมากสุด ฯลฯ
สรุปคือ ลงทะเบียนไว้ก่อน หลังรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จถึงรู้ว่าความช่วยเหลือหรือสวัสดิการที่จะให้ได้มีอะไรบ้าง ให้ใคร จัดสรรให้ด้วยวิธีอะไร...
ส่วนเงื่อนไขนั้น ผู้ไปลงทะเบียนต้องเป็นเจ้าตัวไปด้วยเอง มอบหมายใครไปลงทะเบียนแทนไม่ได้ ยกเว้น 1.คนพิการ 2.คนป่วย และ 3.ผู้มีอายุ 70 ขึ้นไป สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปยื่นแทนได้
จากการเปิดลงทะเบียนวันแรก เมื่อ 15 กรกฎาคม พบมีผู้ไปลงทะเบียนแล้วประมาณ 1 แสนคน แบ่งเป็น ธนาคารออมสินอันดับ 1 จำนวน 40,657 คน อันดับ 2 ธ.ก.ส.จำนวน 33,730 คน และอันดับสุดท้าย ธนาคารกรุงไทยจำนวน 27,137 คน
ล่าสุด หลายฝ่ายเริ่มเป็นกังวลกับการลงทะเบียนในครั้งนี้ เนื่องจากเนื้อหาข้อมูลที่ต้องกรอกลงในใบสมัครค่อนข้างละเอียดและสร้างความสับสนให้แก่ชาวบ้านทั่วไป เช่น ช่องตารางที่ให้ระบุ “ทรัพย์สินทางการเงิน มูลค่า ณ วันที่ลงทะเบียน” โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทได้แก่
1.เงินฝากธนาคาร/สลากออมสิน/สลาก ธ.ก.ส.
2.พันธบัตร/ตราสารหนี้
3.หุ้นสามัญ/หุ้นบุริมสิทธิ์/หน่วยลงทุนในกองทุน
4.อื่นๆ
พร้อมทั้งแบ่งให้ระบุจำนวนเงินตั้งแต่ “1–30,000 บาท” จนถึง มากกว่า “3 ล้านบาท”
ยิ่งไปกว่านั้น มีช่องให้กรอกข้อมูล “หนี้สิน ณ วันที่ลงทะเบียน” แบ่งเป็น 3 ประเภท
1.เงินกู้นอกระบบ 2.มีการใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน/ขายฝาก หรือไม่ และ 3.เงินกู้ในระบบ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้เพื่อการศึกษา หนี้เพื่อการเกษตร/ประกอบธุรกิจ หนี้เพื่อการอุปโภค/บริโภคอื่น หนี้เพื่อซื้อบ้านและหรือที่ดิน
โดยในส่วนท้ายมีข้อความถึง 5 บรรทัดที่ระบุถึง “การรับรอง” ก่อนให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งส่วนนี้สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ลงทะเบียนเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการระบุบทลงโทษไว้อย่างชัดเจนในเนื้อความว่า
"ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลข้างต้นถูกต้องตรงตามความเป็นจริงทุกประการ หากข้อมูลข้างต้นไม่ถูกต้องตรงความเป็นจริง ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้ระงับสวัสดิการและประโยชน์อื่นๆ รวมทั้งคืนเงินที่ได้รับพร้อมดอกเบี้ยและตัดสิทธิของข้าพเจ้าในการรับสวัสดิการในอนาคต และข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน และกรมสรรพากรเปิดเผยหรือให้ข้อมูลของข้าพเจ้าแก่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาจัดสรรสวัสดิการและเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎหมายของรัฐ โดยให้ถือว่าคู่ฉบับและบรรดาสำเนา ภาพถ่าย ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือโทรสารที่ทำขึ้นจากหนังสือให้ความยินยอมฉบับนี้ เป็นหลักฐานในการให้ความยินยอมของข้าพเจ้า เช่นเดียวกัน”
ผู้บริหาร ธ.ก.ส.รายหนึ่งยอมรับว่า ช่องที่ให้กรอกข้อความเกี่ยวกับหลักทรัพย์และหนี้สินนั้น อาจมีรายละเอียดบางอย่างที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถคำนวณได้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไรกันแน่ เนื่องจากเป็นการกำหนดให้เป็นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ลงทะเบียน และกังวลว่าข้อมูลเหล่านั้นจะกลายเป็นเท็จแล้วโดนลงโทษ
“เบื้องต้นการระบุให้กรอกข้อมูลส่วนนี้ เพื่อเอามาเป็นฐานในการวิเคราะห์ว่า ผู้มีอาชีพอะไร มีหนี้สินหรือทรัพย์สินอะไรบ้าง เช่น เกษตรกรปลูกข้าว มีหนี้มากกว่า เกษตรกรปลูกมันสำประหลังหรือพืชอื่นๆ เท่าไร ส่วนเรื่องเงินฝากประจำช่วงแรกมีไอเดียเสนอให้ผู้มีเงินฝากหลายๆ ล้านบาทไม่ควรได้รับสวัสดิการ แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วย คงยังต้องดูกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เพียงแต่ให้กรอกข้อมูลเก็บไว้ก่อน สำหรับรายการทรัพย์สินที่ต้องใส่รายละเอียดนั้น ผู้สมัครควรใส่เท่าที่รู้หรือคำนวณได้ ไม่ต้องกังวลในเรื่องบทลงโทษ”
ผู้บริหารธนาคารข้างต้นอธิบายต่อว่า ข้อความที่ระบุว่า หากผู้ใดให้ข้อมูลไม่ถูกต้องตรงความเป็นจริง จะถูกลงโทษอดได้สวัสดิการหรือการช่วยเหลืออื่นๆ และต้องคืนเงินที่เคยได้รับพร้อมดอกเบี้ยนั้น ก็เพื่อขู่ไม่ให้ผู้มีรายได้สูงหรือไม่ได้ว่างงาน ไม่ได้เดือดร้อนจริงมาลงทะเบียน เพื่อหวังความช่วยเหลือจากรัฐ ชาวบ้านทั่วไปถ้าไม่ได้เจตนาจะโกหกหรือหลอกลวงข้อมูลเรื่องทรัพย์สินหรือหนี้สินก็ไม่ต้องกังวลใจ
ความเป็นมาของการเปิดลงทะเบียนคนจน 2559 เพื่อให้สถาบันการเงินจัดเก็บข้อมูลทรัพย์สิน ภาระหนี้ แล้วส่งข้อมูลไปยังกรมสรรพากร สำนักทะเบียนราษฎร เพื่อประมวลจัดสรรระบบสวัสดิการสังคมภายใต้โครงการระบบอีเพย์เมนท์ (E-Payment)
ช่วงนี้คงต้องลุ้นว่า จะมีคนมาลงทะเบียนมากน้อยแค่ไหน ที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีประมาณ 10 กว่าล้านคน จะเป็นจริงหรือไม่
และหวังว่ารัฐบาลจะทำตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ บูรณาการฐานข้อมูลแล้วนำไปใช้ในการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในอนาคต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสมและยั่งยืน
ใครมีสิทธิ “ลงทะเบียนคนจน” ?
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ประกาศเชิญชวนประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนโดยมีเงื่อนไข คือ
1.สัญชาติไทย
2.อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
3.ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทในปี 2558
4.ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2559
สำหรับหลักฐานที่ต้องใช้ในการลงทะเบียน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชนพร้อม “ใบสมัครลงทะเบียน” ที่ขอได้ที่ธนาคาร 3 แห่ง ซึ่งรับลงทะเบียน “ธนาคารกรุงไทย” “ธ.ก.ส.” และ “ธนาคารออมสินก” หรือดาวน์โหลดใบลงทะเบียนจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องนำไปยื่นด้วยตัวเองที่ธนาคาร จากนั้นจะได้รับเอกสารเก็บไว้เป็นหลักฐาน
สามารถตรวจสอบผลการลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร โดยกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตน โดยระบบจะแจ้งผลการลงทะเบียนให้ทราบ



