
สมเด็จช่วงต้องพิสูจน์ตัวเอง
สมเด็จช่วงต้องพิสูจน์ตัวเอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 25 กรกฎาคม 2558
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้แถลงผลการสอบสวนกรณีรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ รุ่น 300 บี ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยได้แยกแยะกลุ่มความผิดออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งรถของสมเด็จช่วงมีความผิดในกลุ่มที่ 4 เกี่ยวกับการครอบครองรถยนต์ที่ประกอบขึ้นโดยชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย ผู้ครอบครองร่วมกันครอบครองต่อเนื่องตั้งแต่การประกอบรถยนต์เสร็จสิ้นจนถึงปัจจุบัน โดยจากพยานหลักฐานเชื่อว่า ผู้ครอบครองย่อมรู้ว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่ได้มาโดยไม่ชอบตามกฎหมาย อันมีความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161(1) มีโทษปรับตั้งแต่ 2-10 เท่า ของค่าภาษีที่จะต้องเสีย
นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า สมเด็จช่วงอาจมีความผิดในกลุ่มที่ 3 ด้วย ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของผู้แจ้งขอจดทะเบียนที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้รับโอนว่าซื้อขายรถยนต์กันที่ราคา 1 ล้านบาท แต่ความจริงมีการซื้อขายรถยนต์กันจริงที่ 4 ล้านบาท ทำให้รัฐรับชำระค่าอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน เกิดความเสียหายจำนวน 105,000 บาท ขั้นตอนนี้มีความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย, ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ
ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ในลำดับต่อไป พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะออกหมายเรียกบุคคลที่การสอบสวนพบว่า มีความผิดตามกฎหมายมาดำเนินคดีต่อไปโดยเร็ว ซึ่งในที่นี้ก็หมายรวมถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ซึ่งมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นว่า มติของ มส.เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่นายกรัฐมนตรียืนยันว่า จะดำเนินการตามนั้นก็ต่อเมื่อปัญหาจบสิ้นแล้ว ซึ่งในที่นี้ก็ไม่น่าจะผิดไปจากคดีรถยนต์เบนซ์ของสมเด็จช่วงถึงที่สุด ท่าทีของนายกรัฐมนตรีส่งผลให้ศิษยานุศิษย์ของสมเด็จช่วง นำโดยพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) ได้ออกมาระบุว่า ถ้าหากนายกรัฐมนตรีไม่ทูลเกล้าฯ ชื่อสมเด็จช่วงใน 7 วัน จะมีมาตรการเคลื่อนไหว
ในด้านหนึ่งนั้น ฝ่ายของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือแม้แต่ฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล อาจมองว่า การกระทำของดีเอสไอมีการเมืองซ่อนเร้นอยู่ อย่างเช่น การแถลงความผิด หรือยื่นแจ้งข้อหาผ่านสื่อมวลชนนั้น มีขึ้นในห้วงเวลาที่พระเมธีธรรมาจารย์บอกว่าจะออกมาเคลื่อนไหว รวมไปถึงความพยายามเข้าจับกุมดำเนินคดีพระธัมมชโย ซึ่งจัดอยู่ในสายของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญอีกกรณีหนึ่งด้วย แต่ในทางกลับกันนั้น คดีที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะหยิบยกขึ้นมากลั่นแกล้งหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ง่ายๆ ถ้าหากว่า สมเด็จช่วงบริสุทธิ์ ปราศจากความผิดใดๆ ตามข้อกล่าวหา ในชั้นนี้ เพื่อให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว และจะเป็นการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนามิให้มัวหมองตามเจตนาของ ศพศ. ทางออกที่ดีที่สุดคือ สมเด็จช่วงควรพิสูจน์ตนเองให้กระจ่างตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด



