คอลัมนิสต์

ประชามติ ผ่าน-ไม่ผ่านประยุทธ์คุมเรียบ!

ประชามติ ผ่าน-ไม่ผ่านประยุทธ์คุมเรียบ!

24 ก.ค. 2559

“ประยุทธ์” คุมเรียบ ! ไม่ว่า ประชามติ “ผ่าน-ไม่ผ่าน” วางกลไกบริหารบ้านเมืองไว้ล่วงหน้า


               7 สิงหาคม 2559 คือวันลง ประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นวันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะรู้ว่าประชาชนมีความรู้สึกต่อ คสช.เช่นใด แม้ว่ารัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่ใช้อยู่ยามนี้ จะบัญญัติไว้ว่า แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” จะไม่ผ่าน แต่ คสช.จะเป็นผู้รับไม้ต่อในการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ 

               คสช.น่าจะมีกลยุทธ์ในการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าแล้วว่า เหตุการณ์หลังวันที่ 7 สิงหาคม จะเป็นเช่นใดต่อไป เพราะ ประชามติ คือสิ่งบ่งชี้ทางอารมณ์ประชาธิปไตยของสังคมไทยมีต่อแม่ทัพนายกองที่ออกมาจากกรมกองเมื่อสองปีเศษที่ผ่านมา และได้ประกาศวางอนาคตของบ้านเมืองไว้ล่วงหน้าแล้ว

               หลังเวลาปิดหีบคือเวลาที่จะบอกว่าสองปีเศษที่ผ่านมาซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าประชาชนพอใจ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ รวมทั้งจะชี้ว่าคนไทยพร้อมที่จะให้โรดแม็พและยุทธศาสตร์ชาติฉบับ 20 ปีของ “บิ๊กตู่” เดินหน้าหรือไม่

               แต่อันที่จริงแล้ว...ไม่ว่าเหรียญ ประชามติ จะออกมาในมุมใดคือ “ผ่าน-ไม่ผ่าน” ความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยามนี้ อย่าลืมว่าเหรียญ ประชามติ ที่เสี่ยงทายครั้งนี้ไม่ว่าจะออกมาในมุมใด...คนไทยก็ยังอยู่ในอาณัติการบริหารบ้านเมืองของ คสช.ต่อไป แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยจะ “ผ่านหรือไม่” ก็ตาม

               เนื่องจากบทบัญญัติส่วนใหญ่ในร่างกฎหมายหลักของแผ่นดินไทย ทาง คสช.และคณะจะแฝงองคาพยพเข้าไปในหลายภาคส่วนการทำงานเพื่อให้โรดแม็พของบิ๊กตู่เดินหน้า

               เห็นง่ายๆ จากบทสัมภาษณ์ สร.1 ที่เต็มไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดใส่สื่อมวลชน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม เพราะผู้สื่อข่าวยิงคำถามว่า “การลง ประชามติ ในครั้งนี้ จะเป็นการตัดสินใจของประชาชนว่าเอาหรือไม่เอา คสช. ใช่หรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยลีลาอันไม่สบอารมณ์ว่า "ไม่เกี่ยว เอาหรือไม่เอาผมก็อยู่ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ ผมก็ทำรัฐธรรมนูญให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็เลือกตั้งไม่ได้ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ผมก็รับผิดชอบที่ต้องทำใหม่ ส่วนในวันลง ประชามติ จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่ ก็ให้ไปถามคนที่ทำ มาถามผมได้อย่างไร ผมไม่ได้ รปภ.ทุกที่ ผมไม่ใช่คนคุมประเทศ แต่ประชาชนทุกคนต้องดูแลประเทศตัวเอง ผมทำได้แค่นี้” 

               หรือแม้แต่ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 

               นายกฯ ยังทิ้งเรื่องนี้ไว้ในช่วงท้ายรายการว่า "แต่ขณะเดียวกันมีคนไม่กี่คน ไม่กี่พวก ที่ “ยัดเยียด” เอามาให้ เอาสิ่งที่บิดเบือน เพื่อจะหวังประโยชน์ด้วยการยัดเยียดความคิดเหล่านั้นเข้ามา ทำให้คนแตกแยกเป็นพวก เป็นฝ่ายกันหมด ผมมองอย่างอื่นไม่ได้ พวกเขาหวังเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง อาจจะไม่ได้คำนึงถึงประเทศชาติ หรือส่วนรวม หรืออนาคตของประเทศ และลูกหลานอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่พวกเขาดีอยู่แล้ว มีไม่ดีไม่เท่าไรหรอก ก็อย่าให้คนไม่กี่คนทำให้ประเทศชาติไม่สงบ 

 

“ประยุทธ์” คุมเรียบ ! ไม่ว่า ประชามติ “ผ่าน-ไม่ผ่าน” วางกลไกบริหารบ้านเมืองไว้ล่วงหน้า

 

               ผมขอให้ทุกคนมี “สติ” ร่วมกัน “ทำเพื่อชาติ” ลำพังผม รัฐบาล และ คสช. ไม่อาจจะทำสำเร็จได้ เราต้องการความร่วมมือจากทุกคน ด้วยการสาน “พลังประชารัฐ” ช่วยกันผ่านวันเวลาที่ยากลำบากของประเทศไทยไปให้ได้พร้อมๆ กันนะครับ เราจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

               เพียงเท่านี้ก็น่าจะอ่านรหัสสัญญาณอารมณ์และความคิดของบิ๊กตู่ได้แล้วว่า อยู่ในสภาวะเช่นใดในช่วงโค้งสุดท้ายของการเตรียมหย่อนบัตร ประชามติ

               ส่วนท่าทีของคณาจารย์ เอ็นจีโอ และคนการเมืองหรือพรรคการเมือง ที่จับมือกันผ่าน “คำแถลงว่าด้วยการทำ ประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม 2559 ฉบับที่ 2” ที่มาจากเครือข่ายประชาสังคมและนักวิชาการจากหลายสถาบัน 117 รายชื่อจะออกแถลงการณ์ดังกล่าวออกมา โดยมีสาระสำคัญ 5 ข้อ โดยนัยสำคัญคือ 

               ข้อ 2.“จำเป็นต้องมีการเสนอทางเลือกที่ชัดเจนให้กับประชาชน ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำ ประชามติ ในวันที่ 7 สิงหาคม ว่ามีกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป”

               และข้อ 3.“ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำ ประชามติ ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติผ่านกลไกที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการและกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยเป็นไปตามกรอบเวลาที่มีการประกาศไว้ในโรดแม็พสู่การเลือกตั้งและตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว”

               สองข้อนี้เป็นสองข้อเรียกร้องที่น่าจะมีน้ำหนักที่สุดแต่มันอยู่ที่ว่า คสช.จะเปิดใจรับฟังและเปิดรูระบายให้หรือไม่...หรือมันจะเป็นการขมึงเกลียวความขัดแย้งให้แน่นขึ้นไป

               อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าการแสดงเสียง ประชามติ ในครั้งนี้ คือ การออกประกาศและคำสั่งของหัวหน้า คสช.ภายใต้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพราะ 410 ฉบับที่บังเกิดขึ้น ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น เสมือนกฎหมายที่หัวหน้าคณะรัฐประหารนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

               ประเด็นที่ว่าน่าติดตามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือสิ่งที่เปรียบเสมือนกฎหมายที่มาจากหัวหน้า คสช.นั้น “ยาก” ที่จะมีการยกเลิกหรือแก้ไขในคำสั่งหรือประกาศ คสช.ฉบับที่สำคัญๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เสมือนกระบี่อาญาสิทธิ์ที่ผู้นำสามารถนำมาใช้ได้ทุกวินาทีในยามที่มีปัญหา

 

“ประยุทธ์” คุมเรียบ ! ไม่ว่า ประชามติ “ผ่าน-ไม่ผ่าน” วางกลไกบริหารบ้านเมืองไว้ล่วงหน้า

 

               มาตรา 44 ที่ใช้ในวันนี้ มีความคล้ายมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยตอนนั้นเจ้าของฉายา “จอมพลผ้าขาวม้าแดง” สามารถนำมาตรานี้มาใช้ในการทำงานและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้แบบเห็นผลทันตา

               ฉะนั้นมาตรา 44 ของ "บิ๊กตู่” ย่อมมีความร้อนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามาตรา 17 ของจอมพลผ้าขาวม้าแดง และดีไม่ดีจะมีฤทธิ์เดชมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะหลายวาระที่กฎหมายปกติใช้ไม่ได้ผล มาตรา 44 ก็จะนำมาบังคับใช้ในรูปแบบต่างๆ

               ตรงนี้หลายคนอาจจะมองข้ามหรือละเลยที่จะให้ความสำคัญ เพราะทุกสายตาในนาทีนี้จับจ้องไปยังร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ว่าจะเกิดหรือดับ แต่ที่จริงแล้ว คำสั่งหรือประกาศ คสช.เกิดขึ้นตามสถานการณ์ในวันนี้และจับจองพื้นที่สำหรับบางสถานการณ์ในอนาคตไว้แล้ว และเปรียบเสมือนอาวุธลับของจอมยุทธ์ที่ทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้นนัยความคมไว้แบบที่ใครหลายคนจับต้องได้

               เท่ากับว่า “บิ๊กตู่” วางหมากไว้ล่วงหน้าหลายช็อต และวางแผนป้องกันการเคลื่อนไหวที่จะล้มล้างโรดแม็พไว้แล้ว เพราะพล.อ.ประยุทธ์เคยบอกไว้แล้วว่า การยึดอำนาจครั้งนี้ ทุกอย่างในอดีตนำมาเป็นบทเรียน และบิ๊กตู่ได้ศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต-ปัจจุบัน โดยนำมาปรับใช้และวางแผนเพื่ออนาคตของชาติผ่านโรดแม็พและแผนพัฒนาประเทศ เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองติดขัดจากปัญหาความขัดแย้งและแตกแยกที่เกิดขึ้นในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้คือความต้องการวางอนาคตของชาติ เพื่อให้เป็นไปในเส้นทางที่พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไว้

               ฉะนั้น ว่าที่กฎหมายหลักของบ้านเมืองที่ชื่อรัฐธรรมนูญ และมาตรา 44 ซึ่งเปรียบดั่งอาวุธคู่กายของขุนพลที่ชื่อบิ๊กตู่นั้น สอดรับประสานกันแบบยากยิ่งที่จะแยกให้คลายจากกันไป ของแบบนี้ทำได้ไม่ยากในการที่จะทำให้สิ้นฤทธิ์ แต่อยู่เพียงว่าใครจะกล้าลุกขึ้นมา “ประกาศโละทิ้ง”

               เพราะในความจริง คนการเมืองย่อมไม่พอใจกับการที่แม่ทัพนายกองขีดเส้นให้เดินตามตาราง

               แต่ถามเพียงคำเดียวว่าใครจะกล้า “โละทิ้ง” เพราะยามนี้คนการเมืองยังมิอาจแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่างได้ลงตัวเลย แล้วเมื่อเส้นทางการเมืองไทยในอนาคตของคนการเมืองถูกบีบบังคับเช่นนี้

               จุดยืนที่เด่นและสงบสุด น่าจะเป็นจุดที่ “บิ๊กตู่” วางไว้และยากที่ใครจะไปยืนแทนได้!

 

-----------------------

(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : “ประยุทธ์” คุมเรียบ ! ไม่ว่า ประชามติ “ผ่าน-ไม่ผ่าน” วางกลไกบริหารบ้านเมืองไว้ล่วงหน้า : โดย...ทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น)