คอลัมนิสต์

คดีเบนซ์ปิดทางสู่สังฆราช ‘สมเด็จช่วง’

คดีเบนซ์ปิดทางสู่สังฆราช ‘สมเด็จช่วง’

23 ก.ค. 2559

คดีเบนซ์ปิดทางสู่สังฆราช ‘สมเด็จช่วง’

           เส้นทางที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อาจจะยุติลงเพียงเท่านี้ เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สรุปผลการตรวจสอบรถเบนซ์จดประกอบที่ครอบครองเอาไว้นั้น ผิดทุกขั้นตอน ตั้งแต่นำเข้าจนถึงชำระภาษี มีโทษอาญาสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปี

           รถเบนซ์คลาสสิค ที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ครอบครอง และถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ นำไปตรวจสอบเมื่อต้นปีนี้ ในที่สุดก็พบว่า รถเบนซ์คลาสสิก ทะเบียน ขม 99 ของสมเด็จช่วง ในส่วนของเอกสาร พบว่า ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก มีการนำเข้าเครื่องยนต์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปลอมเอกสารนำเข้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหลงผิดในของที่นำเข้า

           คดีนี้ มีโทษนอกจากจะต้องชำระภาษีให้ครบแล้ว ยังต้องเสียค่าปรับ รวมทั้งมีโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 3 ปี
            พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ยืนยันว่า รถเบนซ์ของสมเด็จช่วงนั้นจากการตรวจสอบเอกสาร พบผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก มีการนำเข้าเครื่องยนต์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปลอมเอกสารนำเข้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหลงผิดในของที่นำเข้า

           คดีรถเบนซ์ของสมเด็จช่วง เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะไม่ทูลเกล้าฯ รายชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของความสุจริต

           ถึงแม้ว่าในเวลานั้น กฤษฎีกาจะตีความมาแล้วว่า การประชุมของมหาเถรสมาคม แล้วลงมติเสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังราช พระองค์ใหม่นั้นไม่ได้ผิดขั้นตอน ตามที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ทักท้วงมา

           ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ไม่พอใจ และเร่งเร้าให้ พล.อ.ประยุทธ์ รีบเสนอชื่อสมเด็จช่วง

           โดยเฉพาะท่าทีของ พระเมธีธรรมาจารย์ หรือ เจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ออกมาเรียกร้องตั้งแต่แรก

           และล่าสุดก็มีกระแสข่าวว่าพระเมธีธรรมาจารย์ เตรียมเคลื่อนไหวอีกครั้งภายหลังรู้ผลสอบของดีเอสไอ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงกับพูดถึงเรื่องนี้ด้วยเสียงดังว่า ทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ

           “กฎหมายว่าอย่างไร เจ้าหน้าที่มีกฎหมายอยู่แล้ว ผิดกฎหมายก็ดำเนินการ ซึ่งดำเนินการได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมคิดว่าคนไทยต้องเข้าใจ กฎหมายคือกฎหมาย ยกเว้นใครไม่ได้อยู่แล้ว"
 
           สอดรับกับ ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ บอกกับไพรม์ไทม์ว่า เป็นไปอย่างที่ได้ร้องขอให้มหาเถรสมาคมตรวจสอบแล้ว เพราะภิกษุนั้น ไม่ควรจะรับเงิน หรือยินดีกับการได้เงิน และที่สำคัญภิกษุต้องไม่ทำการซื้อขายสินค้าด้วยเงิน

           ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา เป็นผู้ที่ทำหนังสือร้องขอให้มหาเถรสมาคมตรวจสอบสมเด็จช่วง หลังจากพบว่า สมเด็จช่วง เซ็นเช็คมูลค่า 1 ล้านบาท เพื่อชำระค่ารถเบนซ์คันดังกล่าว

           สำหรับการตรวจสอบรถเบนซ์ของสมเด็จช่วง กระทั่งพบว่า ผิดกฎหมายในทุกขั้นตอนนั้น  ไพบูลย์ บอกว่า เป็นเรื่องของดีเอสไอที่จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ครอบครองรถ ขั้นตอนจากนั้นก็คือ สรุปสำนวนการสอบสวนเพื่อส่งให้อัยการพิจารณา หากอัยการพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับพนักงานสอบสวนก็จะสั่งฟ้อง จากนั้นขั้นตอนต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะดำเนินการอย่างไร
  
           เมื่อขั้นตอนขึ้นสู่ศาลแล้ว ไพบูลย์บอกว่า ก็ต้องดูว่า มหาเถรสมาคมจะว่าอย่างไร จะยังยืนยันที่จะเสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช อีกหรือไม่ เพราะเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว 

           แม้จะอ้างว่า เป็นคดีทางโลก แต่หากไปดูพระธรรมวินัย ไม่ว่าการเลี่ยงภาษี การสำแดงเท็จต่อเจ้าพนักงาน ล้วนแต่ผิดพระธรรมวินัยทั้งสิ้น..!!!

           มีคำถามว่า จากนี้ไปเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ใครที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนต่อ...???

           คงไม่ใช่เรื่องที่ ต้องทำให้ยุ่งยาก ด้วยการไม่ให้ประกันตัว เหมือนอย่างกรณีพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพราะสมเด็จช่วง ถือเป็นพระเถรชั้นผู้ใหญ่ เป็นถึงสมเด็จพระราชาคณะ

           แต่ปัญหาไม่ได้สิ้นสุดลงที่ตรงชั้นอัยการ เพราะสุดท้ายแล้ว คดีความจะต้องไปสู่ขั้นตอนของศาล

           จะเกิดอะไรขึ้นหากคดีของ “สมเด็จช่วง” ไปถึงจุดนั้น ? 

           นั่นคือปัญหาในอนาคต แต่สำหรับวันนี้ รถเบนซ์คันนี้ ได้สร้างปัญหาอันยิ่งใหญ่ให้แก่ “สมเด็จช่วง” ไปแล้ว...!!!