
ศึกในปชป.วัดกำลัง‘ชวน-มาร์ค’VS‘สุเทพ’
ศึกในปชป.วัดกำลัง‘ชวน-มาร์ค’VS‘สุเทพ’ : ศักดา เสมอภพ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
ยิ่งใกล้ถึงวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม 2559 บรรยากาศการเมืองของประเทศไทยกลับมาคึกคักเดินหมากวางเกมเคลื่อนไหวทั้ง “ฝ่ายรับ” และ “ฝ่ายไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ
ล่าสุดบรรดา “นักการเมือง” โดยกำเนิด ร่วมกันสหบาทา “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ลงชื่อเข้าร่วมเครือข่ายภาคประชาสังคม 16 องค์กร นักวิชาการ และนักการเมือง รวม 117 ในนาม “เครือข่ายกลุ่มพลเมืองห่วงใย” นำโดย “โคทม อารียา” ที่ปรึกษาสถาบันมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
บรรดานักการเมืองระดับบิ๊กเนมทุกพรรค ไล่ตั้งแต่ “พรรคเพื่อไทย” ประกอบด้วย “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี “พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์” หัวหน้าพรรค “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรค “โภคิน พลกุล” แกนนำพรรค “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แกนนำพรรค
ไล่เรียงตามรายชื่อแล้ว “แกนนำระดับบิ๊ก” ไม่มีใครตกขบวน เรียงหน้าออกมาร่วมลงชื่อกดดัน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กันเกือบทุกคน
ส่วน “พรรคชาติไทยพัฒนา” 2 บิ๊กแกนนำพรรคในยามที่ไร้ผู้นำหลัง “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ที่เสียชีวิตไป ทั้ง “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” และ “นิกร จำนง” ต้องออกมาเปิดหน้าเล่นเดินเกมการเมืองเองทั้งหมด เพราะหัวหน้าพรรคอย่าง “ธีระ วงศ์สมุทร” ไม่มีบารมีมากพอที่จะดีลการเมืองได้
ทว่า โฟกัสหลักของบรรดานักการเมืองที่ร่วมลงชื่อกับ “เครือข่ายกลุ่มพลเมืองห่วงใย” มุ่งตรงไปที่ “พรรคประชาธิปัตย์” โดยเฉพาะชื่อของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค มาปรากฏตัวอยู่ด้วย ทำให้ “เครือข่ายกลุ่มพลเมืองห่วงใย” มีราคา-มีพลังขึ้นมาทันที
เพราะเป็นครั้งแรกที่ “อภิสิทธิ์-ปชป.” ออกมายืนตรงข้าม “บิ๊กตู่-คสช.” อย่างเป็นทางการ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดื้อแพ่งอยู่บ้าง แต่ก็เหนียมตัวอ้างว่าทำไปในนามส่วนตัวไม่ได้เป็นมติพรรค
เมื่อ “อภิสิทธิ์-ปชป.” ออกมากดดันด้วยตัวเอง “บิ๊กตู่-คสช.” จึงต้องสดับรับฟังกันบ้าง เพราะประชาชนฐานรากที่ค้ำยันให้ “คสช.” อยู่มาได้ถึงวันนี้คือฐานเสียงของ “ปชป.” ไม่ใช่ฐานเสียงหรือมวลมหาประชาชนของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยแต่อย่างใด
เงื่อนไขที่ “เครือข่ายกลุ่มพลเมืองห่วงใย” ยื่นให้ “คสช.” พิจารณา 5 เรื่อง คือ 1.ให้เคารพสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ 2.ต้องเสนอทางเลือกที่ชัดเจนกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ
3.หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติควรมีกระบวนการให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติผ่านกลไกทุกกลุ่ม-ทุกฝ่าย และกำหนดหลักการสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย 4.หากหลักการตามข้อ 1-3 เกิดขึ้น ทุกกลุ่มควรยอมรับในผลของการทำประชามติ
และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะได้ต้องมีหลักการสำคัญ อาทิ การตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจอธิปไตยของกลไกทางการเมืองที่มีความสมดุล กำหนดให้มีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม มีมาตรการป้องกันความขัดแย้งไม่ให้ขยายผลไปสู่การใช้ความรุนแรง รวมถึงมีบทบัญญัติที่เอื้อให้สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ยากเกินไป
นี่คือข้อเสนอที่ทำให้ “บิ๊กตู่-คสช.” อึดอัดใจมากที่สุดตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ จะทำตามทั้งหมดก็เกรงว่าสถานการณ์จะบานปลายจนควบคุมไม่อยู่ จะไม่ทำตามข้อเสนอเลยก็หวั่นใจว่าต้อง “พ่ายแพ้” ในการลงคะแนนเสียงประชามติ
“บิ๊กตู่” จึงแบ่งรับแบ่งสู้ โยนให้ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) พิจารณาผ่อนปรนข้อบังคับที่สุ่มเสี่ยงว่าอาจจะมีการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังกั๊กไม่บอกว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะพาประเทศไทยเดินในทิศทางใด ท่องคาถาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ โดยไม่บอกสูตรทางออก
หากไล่ดูรายชื่อของ “ปชป.” ที่ร่วมลงชื่อกับ “เครือข่ายกลุ่มพลเมืองห่วงใย” ทั้ง “อภิสิทธิ์”–“บัญญัติ บรรทัดฐาน”–“องอาจ คล้ามไพบูลย์”-“คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช” ถือว่าอยู่ในสายของ “นายหัวชวน” ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ตอกย้ำความไม่เป็นเอกภาพของ ปชป.ได้อย่างชัดเจน หลังแบ่งขั้วแตกกอกันระหว่าง “ขั้วชวน-มาร์ค” VS “ขั้วลุงกำนัน”
มีข่าวพูดกันสนั่นใน ปชป.ว่า “นายหัวชวน” ลงมาบัญชาเกมการเมืองด้วยตัวเอง หลัง “หัวหน้ามาร์ค” โดนกระแสลูกพรรคที่อยู่ในปีกของ “สุเทพ” ออกมาต่อต้าน พยายามเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนตัว “หัวหน้าพรรค” หลายต่อหลายครั้ง ชงสูตรทางการเมืองจับขั้วกับ “พรรคภูมิใจไทย” ผนึกกำลังกับ “บิ๊กกองทัพ” จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
แต่เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญเขียนเปิดทางให้มี “นายกฯ คนนอก” หมายความผู้ที่จะได้รับเลือกมาเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส. ทำให้ “ปชป.” ไม่ไว้ใจกลเกมนี้ของ “คสช.” ยิ่งชื่อของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อยู่ในลิสต์เต็งหนึ่ง “นายกฯ คนนอก” มาตลอดเวลาด้วย ทำให้ “ปชป.” ไม่ไว้ใจ “สุเทพ”
แถมระยะหลัง “สุเทพ” พยายามส่งคนใกล้ชิดไปเจาะพื้นที่ของ “ปชป.” รีแบรนดิ้งให้เป็น “กปปส.” โดยโซนภาคใต้ตัว “สุเทพ” เองคอยคอนโทรลด้วยตัวเอง มีส.ส.ภาคใต้บางคนคิดหนักว่าจะเลือกจับขั้วไหนดี เพราะเดิมพันอนาคตทางการเมืองทั้งชีวิต
ชื่ออดีต ส.ส.ภาคใต้ที่พูดกันหนาหูในพรรคว่าพยายามเข้าขั้ว “สุเทพ” ปรากฏชื่อของ “เทพไท เสนพงศ์” อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช แม้ครั้งหนึ่ง “เทพไท” ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้เป็น “โฆษกประจำตัว” ของ “อภิสิทธิ์” แต่เวลาเปลี่ยนคนย่อมเปลี่ยนเลือกจับขั้วที่คิดว่าจะชนะ
หนำซ้ำยังมีชื่อของ “อัศวิน วิภูศิริ” ที่ว่ากันว่าถูก “สุเทพ” ส่งไปเจาะฐานเสียงโซนภาคเหนือตอนล่างของ “ปชป.” ขณะที่ภาคอีสาน “อิสสระ สมชัย” ที่ร่วมต่อสู้ในนาม กปปส.ร่วมกับ “สุเทพ” เป็นคนคอยจัดแจงดูแลให้
ยกแรกที่ “ขั้วชวน-มาร์ค” ต้องสู้รบปรบมือกับ “ขั้วสุเทพ” คือศึกประชามติ เมื่อ “สุเทพ” ประกาศตัวชัดเจนว่าจะออกมากาบัตร “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วน “หัวหน้ามาร์ค” จะแถลงจุดยืนในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ ซึ่งมีกระแสข่าวหนาหูว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
แม้ “มาร์ค” จะออกลูกทำเป็นแถลงในนามส่วนตัวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนเข้าใจกันดีว่า การแถลงที่เกิดขึ้นคือทำในนามปชป. จุดยืนของ “มาร์ค-ปชป.” จะส่งผลสะเทือนไปยัง “คสช.” ทันที เพราะฐานเสียงของปชป.โดยเฉพาะภาคใต้+กทม. จะถูกแปรเปลี่ยนเป็น “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญทันที
อาจจะมีแค่ส่วนน้อยที่ฟัง-เชื่อใจ “สุเทพ” อยู่บ้าง แต่ไม่มีพลังมากพอที่จะทำให้คะแนนประชามติผ่านได้ เพราะฐานเสียงของ ปชป.ที่มีอยู่ในมือศรัทธายี่ห้อ “ปชป.” มากกว่าศรัทธาตัวบุคคล แถมตัวบุคคลหลักอย่าง “นายหัวชวน” ออกมาเดินเกมยืนตรงข้าม “สุเทพ” ยิ่งทำให้ กปปส.เดินลำบากมากยิ่งขึ้น
จังหวะออกลูกเขี้ยวของ “หัวหน้ามาร์ค” ส่งไลน์ล่อให้หลุดถึงบรรดา ส.ส. ก่อนที่ส.ส.จะซุบซิบส่งต่อไปยังนักข่าว บอกชัดเจนจะมาแถลงจุดยืน เว้นช่องว่าง 4-5 วัน ให้พอหายใจกัน และยังพอมีเวลาให้ “บิ๊ก คสช.” ได้ปรึกษาหารือกันว่าจะวางเกมหลังการเลือกตั้งอย่างไร
ช่วงเวลาที่เปิดช่องเอาไว้จับพลัดจับผลู “บิ๊กคสช.-บิ๊กป้อม” ต่อสายไปต่อรอง เกมอาจจะเข้าทาง “หัวหน้ามาร์ค-ปชป.” ก็เป็นได้ แถมระยะหลัง “หัวหน้ามาร์ค” ต้องดิ้นหนักหน่อย เพราะกระแสต่อต้านในพรรคยังคงมีอยู่ จึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะปั่นราคาทางการเมืองให้ตัวเองเพิ่มขึ้น
ศึกรบชิง “พรรคประชาธิปัตย์” ระอุร้อนแรง ไม่แพ้ศึกประชามติ จะเป็น “ขั้วชวน-มาร์ค” หรือ “ขั้วสุเทพ” จะเข้าวินดูกันยาวๆ..!!!



