คอลัมนิสต์

บทบาทตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในตะวันออกกลาง

บทบาทตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในตะวันออกกลาง

22 ก.ค. 2559

บทบาทตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในตะวันออกกลาง: กรณีอิสลามการเมือง :  วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ 

           ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1990 นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับ “อิสลามการเมือง” หรือ “Political Islam” ส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า กระแสอิสลามการเมืองได้เสื่อมถอยลงและกำลังสูญสิ้นไป แต่สิ่งที่ยังคงดำรงอยู่อย่างแข็งแกร่งคืออำนาจรัฐที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเป็นรากฐาน

           พูดอีกอย่างหนึ่งคือ โลกมีความตื่นตัวและหวาดกลัวต่อการปรากฏขึ้นของอิสลามการเมืองอยู่ชั่วขณะหนึ่งหรือในระดับหนึ่งเท่านั้น โดยมองว่าเป็นเพียงคู่แข่งหรือภัยที่รัฐจะต้องจับตามองเท่านั้น เพราะสุดท้ายอิสลามการเมืองก็ไม่มีพลังมากพอที่จะแทนที่หรือล้มล้างระบอบเดิมลงได้

           แต่ปัจจุบันเรากลับเห็นบทบาทของการเมืองอิสลามที่เพิ่มมากขึ้นในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นกรณีการดำรงอำนาจในฐานะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถึง 4 สมัยของพรรคยุติธรรมและการพัฒนาของประเทศตุรกี ชัยชนะของฮามาสในการเลือกตั้งปี 2005 เรื่อยไปจนถึงการมีอิทธิพลของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในรัฐบาลชุดปัจจุบันของเลบานอน และกรณีอื่นๆ อีกมากทั้งในอีรัก อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย ฯลฯ

           เพียงแต่บทบาทของการเมืองอิสลามยุคปัจจุบันนั้น ไม่เหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะพวกเขาส่วนใหญ่เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนไหวและรูปแบบกิจกรรมเพื่อความอยู่รอดในสภาพการเมืองที่แนวคิดเสรีนิยมเข้ามายึดกุมพื้นที่จนเกือบเบ็ดเสร็จ

           ความจริง “อิสลามการเมือง” เริ่มก่อร่างสร้างตัวมาจากกระแสฟื้นฟูศาสนา (Islamic Revivalism) ซึ่งมีผลสะท้อนทั้งต่อการดำรงชีวิตส่วนบุคคลและสาธารณะ ในด้านหนึ่ง มันส่งผลให้ชาวมุสลิมจำนวนมากประพฤติปฏิบัติศาสนกิจกันอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เช่นให้ความสนใจในการละหมาด 5 เวลามากขึ้น ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน การแต่งกายที่สะท้อนความเป็นมุสลิม การรักษาค่านิยมครอบครัว เรื่อยไปจนถึงการฟื้นฟูแนวทางรหัสนัย (mysticism) หรือ “ซูฟี” เป็นต้น

           แต่ในอีกด้านหนึ่ง อิสลามกลับปรากฏออกมาในรูปโฉมใหม่ ในฐานะที่เป็นอุดมการณ์ทางเลือก ที่พยายามแทรกตัวเข้ามาแทนอุดมการณ์โลกวิสัยนิยม (secularism) ที่ถูกมองว่าล้มเหลวในการนำมาปฏิบัติใช้ในโลกมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ชาตินิยม ทุนนิยมเสรี หรือแม้แต่อุดมการณ์สังคมนิยม ส่งผลให้สัญลักษณ์ที่เป็นอิสลามกลายเป็นแหล่งที่มาอันสำคัญของความชอบธรรมและการระดมมวลชน

           หนึ่งในปัจจัยเร่งที่ทำให้อิสลามการเมืองเติบโตอย่างรวดเร็วคือ การที่ชาวตะวันออกกลางจำนวนมากกล่าวอ้างถึง “ความป่วยไข้” ในสังคมของตนเองที่ต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลการพึ่งพิงตะวันตกอย่างมาก ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร หรือแม้แต่ด้านสังคม-วัฒนธรรม

           กระบวนการปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นตะวันตก (Westernization) และการยอมรับกระบวนการโลกวิสัยนิยม ถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการล่าอาณานิคมแบบใหม่ ที่ถูกส่งออกโดยตะวันตก แต่นำมาบังคับใช้ภายในโดยพวกชนชั้นปกครอง อันถือเป็นเชื้อโรคที่เข้าไปทำลายอัตลักษณ์ทางศาสนา-วัฒนธรรม และค่านิยม แล้วทดแทนสิ่งเหล่านี้ด้วยค่านิยมต่างชาติ ตลอดจนแนวทางการพัฒนา

           ด้วยเหตุนี้ สังคมประเทศที่มีความทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเลบานอน อียิปต์ อิหร่าน ตูนิเซีย แอลจีเรีย ตุรกี และมาเลเซีย จึงกลายเป็นศูนย์กลางหลักของการถกเถียงเรื่องอิสลามการเมือง โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การกลับไปสู่สังคมมักกะฮ์ในศตวรรษที่ 7 (Mechanization) หรือการยอมรับสังคมเสรีอย่างเกินขอบเขต แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจอิสลามที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ซึ่งแต่ละประเทศมีประสบการณ์และการทดลองพัฒนาประเทศที่แตกต่างกัน มีก้าวย่างด้านการเผชิญกับภาวะความเป็นสมัยใหม่ที่ต่างระดับกัน จึงก่อให้เกิดการตีความและการนำเอาอิสลามไปปฏิบัติใช้ (ในการพัฒนาประเทศ) ที่ไม่เหมือนกัน

           ปัจจุบันอิสลามการเมืองยังคงเป็นพลังอำนาจสำคัญที่มีส่วนต่อความเป็นระเบียบ (Order) และความไร้ระเบียบ (Disorder) ของการเมืองโลก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ กลุ่มที่นิยมแนวทางอิสลามมีทั้งกลุ่มที่ปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองกระแสหลัก และกลุ่มที่เคลื่อนไหวโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของโลก

           ฉะนั้นการทำความเข้าใจลักษณะของกลุ่ม “อิสลามการเมือง” ในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนนักศึกษาด้านการเมืองระหว่างประเทศครับ