
แผนพัฒนาปท.ฉบับ12ชำแหละวิกฤติทุกวงการ
"ประยุทธ์" เตรียมอธิบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ในร่างแผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 12 ศุกร์นี้ เผยเนื้อหาร่างสภาพัฒน์ฯ ชำแหละ วิกฤติธรรมาธิบาลทุกวงการ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ จะจัดประชุมประจำปี 2559 ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) สร้างสรรค์นวัตกรรม นำไทยเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในวันศุกร์ที่ 22 ก.ค.2559 09.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อรายงานผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในช่วง 4 ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) และเปิดโอกาสให้ภาคีการพัฒนาจากทุกภาคส่วนของสังคม มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี เพื่อให้การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ครบถ้วน สมบูรณ์
โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเปิดการประชุมและแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เป้าหมายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12” และชมนิทรรศการภาพ เผยแพร่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12
นอกจากนี้ ยังมีการประชุมระดมความเห็น เรื่อง “การพัฒนาประเทศในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12” โดยมี นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานดำเนินรายการ ร่วมด้วย ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ
ส่วนช่วงบ่าย จะมีการประชุมระดมความเห็น 7 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่ม 1 การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย กลุ่ม 2 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา กลุ่ม 3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรม กลุ่ม 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กลุ่ม 5 การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน กลุ่ม 6 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาลในสังคมไทย กลุ่ม 7 การพัฒนาภาคเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ
สำหรับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นี้ ได้ระบุถึง กรอบแนวคิดและหลักการว่า ในช่วงของแผนฯ นี้ ระหว่างปี 2560-2564 ประเทศไทยจะยังคงประสบสภาวะแวดล้อมและบริบทของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ อาทิ กระแสการเปิดเศรษฐกิจเสรี ความท้าทายของเทคโนโลยีใหม่ๆ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรง ประกอบกับสภาวการณ์ด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในปัจจุบัน ที่ยังคงประสบปัญหาในหลายด้าน เช่น ปัญหาผลิตภาพการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นต้น
ทำให้การพัฒนา ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จึงจำเป็นต้องยึดกรอบแนวคิดและหลักการในการวางแผนที่สำคัญ คือ 1. การน้อมนำและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 3.การสนับสนุนและส่งเสริมแนวคิดการปฏิรูปประเทศ 4. การพัฒนาสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สังคมอยู่
นอกจากนี้ ในร่างฯ ยังสรุปถึง สถานะของประเทศ 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการและการปรับปรุงประสิทธิภาพกลไกการพัฒนา
ทั้งนี้ ข้อมูลที่น่าสนใจ ในด้านการบริหารจัดการและการปรับปรุงประสิทธิภาพกลไกการพัฒนา ได้ระบุถึงปัญหา ด้านธรรมาภิบาล ของไทยไว้ว่า
ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาลอย่างเร่งด่วน... เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลของสังคมไทย ขณะนี้ ได้มีการสะสมตัวและลุกลามสู่ทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาคการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่มีการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง มีการทุจริตเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง มีผลประโยชน์ส่วนตนทับซ้อนกับผลประโยชน์รัฐ หน่วยงานภาครัฐ มีระบบการบริหารงานที่ไม่เป็นธรรมาภิบาล มีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง
ภาคธุรกิจบางส่วน มีการร่วมมือกับนักการเมืองและข้าราชการ กระทำการทุจริตเพื่อให้ได้งานจากภาครัฐ ปิดงานอย่างรวดเร็ว ผูกขาดทางธุรกิจ หลีกเลี่ยงภาษี ขาดความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ภาคประชาชนมีแนวโน้มยอมรับการทุจริตต่างๆ ที่ตนเองได้รับประโยชน์มากขึ้น
สถาบันทางศาสนา บางส่วนประพฤติผิดคุณธรรมและจริยธรรมเสียเอง มีปัญหาการบริหารจัดการทรัพย์สินของส่วนรวม ขาดความโปร่งใส ปล่อยให้คนบางกลุ่มใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์
สื่อมวลชนหลายสำนักวางตัวไม่เป็นกลาง ไม่แสดงบทบาทในการต่อต้านการทุจริตหรือปกปิดข้อเท็จจริง รับผลประโยชน์จากกลุ่มนายทุนและนักธุรกิจการเมือง จนไม่สามารถรักษาจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของวิชาชีพได้
นอกจากนี้ ยังระบุถึงปัญหา ด้านการทุจริตคอร์รัปชัน ด้วยว่า ไทยกำลังประสบปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างมาก พัฒนาการของการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย เปลี่ยนแปลงจากในอดีตที่มีรูปแบบการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง รับสินบน ซึ่งสามารถตรวจสอบหาหลักฐานจับผิดมาลงโทษได้ เนื่องจากมีความซับซ้อนไม่มากเท่ากับการทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบัน
ที่ประเทศไทยมีความเสียหายจากการทุจริตคอร์รัปชันขนาดใหญ่ ที่สูงเป็นแสนล้านบาท อันเนื่องจากการทุจริตเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดมากขึ้นในช่วงที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการหาประโยชน์จากธุรกิจในโลกสมัยใหม่ มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น
และในปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชน และมาตรการต่างๆ ที่ออกมา
รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการทุจริตและการตรวจสอบจากองค์กรต่างๆ ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ดังปรากฏตามดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index : CPI) พ.ศ.2557 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ พบว่า ประเทศไทยได้ 38 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 85 จากการจัดอันดับทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีคะแนนดีขึ้นเล็กน้อยเทียบกับปี 2556 ที่ได้ 35 คะแนน อยู่อันดับ 102 โดยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า ประเทศไทยมีคะแนนเท่ากับประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศสิงคโปร์สูงถึง 84 คะแนน และมาเลเซียได้ 52 คะแนน (คะแนนมากหมายถึงมีคอร์รัปชันน้อย)



