
ภูมิคุ้มกันเยาวชนในโลกออนไลน์
ภูมิคุ้มกันเยาวชนในโลกออนไลน์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่21ก.ค.2559
กรณีข่าวโด่งดังที่แม่รายหนึ่งแจ้งความจับลูกชายสาเหตุจากการขโมยเงินถึง 1.2 ล้านบาท โอนไปเป็นค่าของขวัญแจกวีเจสาวในการเล่นแอพพลิเคชั่นไอโชว์ ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม เพราะจะว่าไปแล้วแอพพลิเคชั่นที่เป็นโปรแกรมแชทหรือไลฟ์สดเพื่อติดตามดูพฤติกรรมเหล่าบรรดาวีเจหรือเน็ตไอดอลที่ชื่นชอบ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร ถ้าจะมีเพียงการกดไลค์แสดงความนิยมชมชอบ แต่กลับปรากฏว่ามีการให้แต้มหรือของขวัญแก่วีเจเหล่านั้น ที่สร้างบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเต้น ร้องเพลง โชว์ความสามารถต่างๆ ร่วมถึงการเล่นเกม ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถพูดคุยพบปะกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวจึงตามมาด้วยคำถามว่าแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ได้กลายเป็นช่องทาง “ภัยหลอกลวง” หรือไม่
กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีมุมมองในแง่กฎหมายว่า กรณีชายหนุ่มแอบโอนเงินไปให้วีเจเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากเห็นว่าเป็นการฉ้อโกงหรือถูกหลอกลวงทางผู้เสียหายต้องไปแจ้งความดำเนินคดีได้ แต่กรณีลักษณะเช่นนี้ไม่สามารถเข้าไปควบคุมดูแลได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน หากก้าวล้ำมากเกินไปก็จะถูกสังคมหาว่าล่วงละเมิดสิทธิ และกรณีนี้น่าจะเป็นการสมยอมมากกว่า เพราะชายหนุ่มอายุเกิน 20 ปี นอกจากนี้ได้ย้ำเตือนประชาสัมพันธ์การใช้สื่อออนไลน์อย่างระมัดระวังว่า ต้องมีวิจารณญาณไม่ตกเป็นเหยื่อพวกมิจฉาชีพ เพราะเทคโนโลยีแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็มีโทษมากมายเช่นกัน เสมือนดาบสองคม
กรณีของชายหนุ่มที่ใช้เงินจำนวนมากโอนเป็นค่าของขวัญให้วีเจสาว ไม่ใช่ปัญหาเดียวในโลกโซเชียล แต่ความจริงแล้วยังมีแอพพลิเคชั่นอีกจำนวนมากที่สุ่มเสี่ยงต่อเป็นภัยสังคมและหลอกลวงได้เช่นกัน หากผู้ใช้แอพพลิเคชั่นไม่มีความยั้งคิดหรือขาดการไตร่ตรองที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่มักตกเป็นเหยื่อหรือถูกหลอกลวงโดยง่าย อย่างเช่น มีการพบว่าบางแอพพลิเคชั่นถ่ายทอดสดกิจกรรมประจำวันของเหล่าเน็ตไอดอล โดยใช้การเต้นวาบหวิวหรือกิจกรรมล่อแหลมส่อไปทางอนาจาร เพื่อดึงดูดคนติดตาม หากคนติดตามชื่นชอบหรือถูกใจในไลฟ์สไตล์ของผู้ถ่ายทอดสด เช่น การร้องเพลง การเต้น ก็จะเติมเงินแลกเพชรในแอพพลิเคชั่น และพบว่ายิ่งช่วงดึกยิ่งโชว์เต้นยั่วยวนเสื้อผ้าก็มีน้อยชิ้นจนเกือบเปลือย
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เคยยอมรับว่า แอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากไม่ใช่เว็บไซต์และการเข้าใช้โดยส่วนตัวต้องมีการล็อกอินเพื่อไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาลงบนเครื่องโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต จึงถือเป็นเรื่องยากในการเข้าตรวจสอบ นอกจากนี้ยิ่งเปิดให้บริการแบบไม่จำกัดเพศไม่จำกัดวัยด้วยแล้ว ยิ่งต้องดูแลอย่างใกล้ชิดสำหรับเยาวชนที่ต้องให้ตระหนักถึงความไม่ปลอดภัย ดังนั้นควรเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบความเหมาะสม รวมทั้งวางมาตรการป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำที่หมิ่นเหม่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรม รวมทั้งต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนรู้จักเท่าทันไม่ตกเป็นเหยื่อหรือลุ่มหลงหมกหมุ่นไปกับเรื่องที่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงาม



