
สงัด : ขยายปมร้อน
สงัด : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
เหลืออีก 3 สัปดาห์ก็จะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง ซึ่งเปรียบเป็นอีกหนึ่งทางแยกที่จะเป็นจุดเปลี่ยนกำหนดชะตาประเทศ เพราะไม่ว่าจะลงมติไปในทางใด ในคำถามใดก็ล้วนแต่มีนัยทั้งสิ้น
แต่ที่น่าสนใจคือ หากไม่นับข่าวความพยายามจับกุมผู้ที่รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่รัฐพยายามตามจับอย่างเอาเป็นเอาตาย สังคมแทบไม่รับรู้อะไรกับการลงประชามติครั้งนี้เลย ข่าวคราวที่เรารับรู้กันกลับเป็นเพียงเรื่องการจัดหมวดหมู่ผู้กระทำผิด หากแต่เรื่องที่เป็นสาระสำคัญอย่างเรื่องเนื้อหากลับไม่มีการสนับสนุนส่งเสริมเลย
หากไม่หลอกตัวเองจนเกินไปก็จะพบได้ว่า บรรยากาศการลงประชามติครั้งนี้ ไม่หนีจากคำว่า “สงัด” เท่าไรนัก หากลงพื้นที่ถามคนทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการประชามติครั้งนี้ คำตอบที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คือ “ประชามติอะไรหรือ?” “มีวันที่เท่าไหร่” “เขาลงประชามติเรื่องอะไร”
ไม่นับรวมถึงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงที่เป็นพระเอกและนางเอกของเรื่องนี้ เรียกได้ว่า ปราศจากความเข้าใจอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะเรื่องง่ายๆ อย่างการพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญแจกทุกบ้านก็ดูจะกลายเป็นเรื่องยากสำหรับภาครัฐ โดยอ้างเหตุผล เช่น งบประมาณ หรือแจกไปประชาชนก็อ่านไม่รู้เรื่อง หรือกระทั่งการอ้างไปถึงเรื่องว่า หากกำหนดว่าต้องแจกทุกบ้านอาจจะทำให้ประชามติเกิดขึ้นไม่ได้เพราะหากขาดเพียงบ้านเดียวจะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
สรุปสุดท้ายสิ่งที่พวกเขาทำจึงไม่ใช่สิ่งที่ควรทำอย่างการแจกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนศึกษาด้วยตัวเอง และเรียนรู้ถึงข้อดีข้อเสีย แต่พวกเขากลับเลือกแจก “หนังสือสรุปร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ผ่านการตีความมาแล้วจากผู้ร่าง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่มีมุมลบต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
หากถามว่าตัวเล่มเนื้อหาฉบับเต็มมีประโยชน์อย่างไร จริงอยู่ที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นภาษากฎหมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะเข้าใจ และก็เช่นกันที่จำนวนมาตราและขนาดที่ค่อนข้างยาวทำให้มีน้อยคนที่จะอ่านครบทุกมาตรา แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญที่จะไม่แจกจ่ายให้ประชาชนได้เรียนรู้สิ่งที่เขาจะต้องใช้และถูกบังคับใช้
อย่างน้อยที่สุดร่างฉบับเต็มก็จะเป็นหนังสืออ้างอิง เมื่อประชาชนได้รับข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งมาที่เป็นการตีความรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็สามารถหยิบร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาพลิกดูมาตรา เพื่อพิจารณาตามไปว่า สิ่งที่รับรู้มานั้นจริงหรือไม่ หรือกระทั่งระหว่างการรับฟังข้อมูลพวกเขาก็อาจกางเนื้อหาให้ผู้พูดอธิบายว่า สิ่งที่กำลังพูดนั้นอยู่ในมาตราใด เหตุใดจึงตีความเช่นนั้น หรือจนถึงขนาดที่หากมีการให้ข้อมูลที่บิดเบือน
แต่สิ่งที่รัฐกำลังทำอยู่คือ ทำให้ชาวบ้านไม่มีแม้แต่รูปเล่มไปอ้างอิง และยืนยัน ถกเถียงกับชุดข้อมูลความคิดต่างๆ
ที่บอกว่าประชาชนสามารถดาวน์โหลดและพิมพ์ออกมาได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องรอรัฐจัดการให้ ก็ต้องย้อนถามกลับว่า ประชามติเป็นเรื่องที่รัฐต้องการที่จะขอความเห็นจากประชาชน รัฐจึงสมควรที่จะให้ข้อมูลแก่ประชาชนใช่หรือไม่ มิใช่ต้องให้ประชาชนใช้ความสามารถไปตามหาเอาเอง และที่สำคัญบ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ทุกคนทุกพื้นที่ที่จะสามารถเข้าถึงระบบสารสนเทศเช่นนั้นได้
หากพวกเขาไม่มีข้อมูลปฐมภูมิเช่นร่างตัวจริง เขาจะเรียนรู้และถกเถียงได้อย่างไร
นอกจากนี้การถกเถียงต้องไม่จำกัดระดับผู้ที่มีความสามารถเข้าถึงข้อมูลด้วยตนเองเท่านั้น หากแต่ต้องสามารถถกเถียงกันได้ในคนทุกระดับและสังคมทุกระดับเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายของทุกคน มิใช่กฎหมายที่จะงุบงิบใช้เฉพาะกลุ่ม
ถึงวันนี้ชาวบ้านเมื่อเห็นข่าวที่บอกว่ามีร่างฉบับบิดเบือน ก็พูดออกมาในเชิงขำขันว่า “อย่าว่าแต่ร่างบิดเบือนเลย ร่างจริงยังไม่เห็นเลย” คำพูดเช่นนี้น่าจะสะท้อนอะไรได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามหากมองเรื่องนี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ของใครบางคน ที่ไม่ต้องการให้เกิดการพูดคุยเรื่องเนื้อหารัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อไหร่ที่ประชาชนไม่ได้พูดคุยถึงเนื้อหาก็จะไม่ได้พูดคุยถึงข้อดีข้อเสีย และเมื่อนั้นการออกเสียงก็จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูล หากขึ้นอยู่กับความเชื่อและอารมณ์ ซึ่งนั่นหมายถึงการชี้นำ และคะแนนอันมีที่มาแบบผิดปกติจะมีบทบาทสูง เพราะไม่มีใครสามารถอธิบายถึงที่ไปที่มาได้
และอาจเปลี่ยนแปลงผลให้เป็นอย่างที่ใครบางคนต้องการได้



