
นับถอยหลัง17วันประชามติ
นับถอยหลัง17วันประชามติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 20-21 กรกฎาคม 2559
มีผลสำรวจเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติวันที่ 7 สิงหาคม ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จาก 2 สำนักสำรวจความเห็นของประชาชน โดยนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 12-13 กรกฎาคม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 62.48% ยังไม่ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ 30.41% จะไปลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนอีก 6.79% ระบุว่า จะลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ กรุงเทพโพลล์ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เกี่ยวกับคำถามพ่วงประชามติ ที่ให้ ส.ว.สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มีสิทธิ์ร่วมกับ ส.ส. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 51.43% ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ รองลงมา 29.01% บอกว่า ไปลงมติเห็นด้วย ขณะที่ 19.16% ไปลงมติไม่เห็นด้วย
ผลการสำรวจของ 2 สำนัก แม้จะไม่ตรงกันเสียทีเดียว และถามคนละคำถาม แต่ทิศทางที่ออกมาเป็นไปในลักษณะเดียวกันคือ จะลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญมีมากกว่า ผู้ที่ตอบว่าจะไปลงมติไม่รับร่าง กับเห็นด้วยกับคำถามพ่วงเรื่องที่มานายกรัฐมนตรี และที่มีตัวเลขสูงสุดเกินกว่าครึ่งก็คือ คำตอบที่ว่า ยังไม่ตัดสินใจ ทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าว ซึ่งมีกรณีที่น่าสนใจก็คือ การสำรวจก่อนหน้านี้เสียงส่วนใหญ่ก็ออกมาในทำนองเดียวกันว่า ยังไม่ตัดสินใจ ทั้งๆ ที่ขณะนี้หากนับเวลากันจริงๆ แล้วก็เหลือเพียง 17 วันเท่านั้นก็จะถึงวันออกเสียง ตัวเลขที่ออกมาเช่นนี้ ฝ่ายที่กำลังรณรงค์อยู่ก็น่าจะวิเคราะห์ให้กระจ่างว่า เป็นเพราะอะไร และจะแก้ไขในสถานการณ์เฉพาะหน้าแบบไหน ถ้าหากจะให้การลงมติผ่านพ้นไปด้วยคะแนนของคนส่วนใหญ่จริงๆ
ที่ผ่านมา การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณตัดสินใจได้ว่าจะรับร่างหรือไม่นั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ในทำนองที่หนักไปทาง "ล้มเหลว” ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งทีมครู ก.-ข.-ค. ซึ่งท้ายที่สุดกลับเป็นการทำงานแบบให้ผ่านๆ ไปที ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญที่พิมพ์แจกก็ยังไม่ถึงมือประชาชน การคาดหมายที่ว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันจำนวนมาก จึงดูค่อนข้างจะเป็นเรื่องเลื่อนลอย ซึ่งก็ได้สะท้อนผ่านผลการสำรวจของสำนักโพลล์เรื่อยมา เช่นเดียวกับการจัดสรรเงินงบประมาณเป็นเบี้ยเลี้ยงให้แก่ ครู ค. ซึ่งมาเพิ่มในตอนหลัง แต่ก็เพิ่มพื้นที่การทำงานเข้าไปอีกทบเท่ากับเงินที่มอบให้ ยิ่งทำให้น่าวิตกว่า การทำงานของพวกเขาจะเป็นไปตามเป้าในเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ได้อย่างไร
ดังที่กล่าวมา เวลาที่เหลืออีกประมาณครึ่งเดือน หากจะบอกว่าเป็นโค้งสุดท้ายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องทำงานอย่างหนักก็น่าจะไม่ผิดไปจากนี้ โดยเฉพาะสาเหตุที่จนล่าสุดประชาชนกว่าครึ่งยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงมติอย่างไร อันสะท้อนว่า จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเนื้อหาสาระ “ข้อดี ข้อเสีย” มากพอที่จะบอกได้ว่า จะกากบาทอย่างไร ปัญหาสำคัญประการหนึ่งก็คือ รัฐบาลและคสช.วางบทบาทเป็น "เจ้าของ” ร่างรัฐธรรมนูญ และมีกฎหมายประชามติเป็นเครื่องมือ จนส่งผลให้ "ข้อดี-ข้อเสีย” ของกฎหมายสำคัญนี้ไม่ผ่านหูผ่านตาประชาชน เพราะ "เจ้าของ” เองก็ต้องบอกแต่ข้อดีอยู่แล้ว ผลโพลล์ที่ออกมาก็คงจะสะท้อนการลงมติในวันที่ 7 สิงหาคมนั้นด้วย



