
หุ้นส่วนใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับวิถีต่างตอบแทน
หุ้นส่วนใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับวิถีต่างตอบแทน : โลกตำรวจ ปนัดดา ชำนาญสุข
“สั่งไม่ทำ ตำหนิไม่ได้” เป็นปรากฏการณ์ที่พบมากขึ้นในวงการตำรวจในปัจจุบันนี้ รวมถึงการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ที่กระทำต่อผู้บังคับบัญชา ไม่เว้นแม้กระทั่งในขณะที่สวมเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ ดังข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ ที่นายตำรวจชั้นประทวนยิงรองสารวัตรเสียชีวิตบนสถานีตำรวจ
ในอดีต ความกดดันที่ “ลูกน้อง” ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำต่อ “นาย” จะเป็นไปในรูปแบบของการจำต้องให้ความดี ความชอบ หรือหาตำแหน่งที่ชอบ (ที่ชอบ) เพื่อให้ลูกน้องที่มาช่วยงานได้อยู่ในตำแหน่งที่ดี แม้ว่าในความเป็นจริงจะไม่ปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่นั้นก็ตาม เพราะยังต้องมาช่วยราชการที่สำนักงานของนาย หรือ อาจวิ่งไปวิ่งมาเพื่อรักษา “อะไร” สักอย่าง
การที่ลูกน้องอ้างความชอบธรรมเพื่อให้นายจำต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวาทกรรมที่ว่า “มาช่วยงานนาย” นั้น หากเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องแบบตรงไปตรงมาของการมอบหมาย อำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบที่ยึดหลักคุณธรรม (Merit System) แล้วนั้น ย่อมไม่ถือว่าเป็นบุญคุณที่นายต้องตอบแทนในรูปแบบที่จำต้องมีสิทธิพิเศษเหนือตำรวจผู้อื่น เพราะต้องถือว่า ผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งในหน้าที่ใดเป็นไปตามคุณสมบัติที่เหมาะสมที่นายตำรวจผู้ครองยศถาบรรดาศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่การงานนั้นจะต้องกระทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อทางราชการอันเป็นประโยชน์เพื่อปวงชน มิใช่เพื่อนายเป็นการส่วนตัวแต่ประการใดทั้งสิ้น!!!!!
ดังนั้น ถ้าระบบการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตำแหน่ง เป็นไปด้วยหลักคุณธรรมดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับหลักคุณธรรมในการทำหน้าที่ของนายที่ไม่พึงให้ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชากระทำการสิ่งใดที่เป็นเรื่องส่วนตัว มิใช่เรื่องงานทางราชการด้วยแล้วนั้น ปรากฏการณ์ใช้ความกดดันต่อนายตามวิถีทางของระบบอุปถัมภ์ (ที่บิดเบี้ยว) ระหว่างนายกับลูกน้องในโลกของตำรวจย่อมไม่แผ่ซ่านกว้างขวางอย่างที่เป็นมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
“วิ่งเต้นมาอยู่ใกล้นายที่มีอำนาจวาสนาเพื่อหวัง???????????”
วัฒนธรรมทำต่างตอบแทน (Exchange Culture) เช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผู้ที่ก้าวขึ้นไปเป็นนายในอนาคตด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือผลกระทบเชิงลบที่ส่งผลสะเทือนต่อองค์กรและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วย
ในเมื่อนายหรือผู้บังคับบัญชาไม่ใช่ผู้ที่เติบโตมาด้วยความรู้ความสามารถที่มากด้วยประสบการณ์งานตำรวจ ขาดมุมมองในการเผชิญและแก้ไขปัญหาเพื่อให้งานตำรวจสำเร็จลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมไม่สามารถบริหารงานที่สร้างความศรัทธาให้แก่ทีมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาได้สำเร็จอย่างแน่นอน
เมื่อกดดันนายจนประสบความสำเร็จได้ตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ถูกใจแล้ว ลูกน้องผู้เป็นตำรวจจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวเนื่องจากต้องอยู่ “ช่วยนายอย่างใกล้ชิด” ต่อไป ส่งผลให้หน่วยงานที่มีชื่อบุคคลเหล่านี้ปรากฏอยู่ มีแต่ชื่อแต่ไร้วี่แววคนทำงาน
ปล่อยให้ “คนไร้ตั๋ว” ทั้งหลายต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนัก ด้วยต้องแบกเอางานของผู้ที่ครองตำแหน่งไว้แต่ไม่ได้อยู่ทำงานจริงมาทำแทนด้วย
ความกดดันที่เกิดจากภาระงานที่มาก ปัญหาจากข้อจำกัดในการทำงานที่มากมายและการรับรู้ถึงความไม่ยุติธรรมในการทำงานเป็นสาเหตุสำคัญที่เป็น “แก่น” สาเหตุความเครียด ในการทำงานของตำรวจที่ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิต และการกระทำรุนแรงต่อกันในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการกระทำรุนแรงต่อประชาชนด้วย
รูปแบบของการกระทำรุนแรงที่ตำรวจกระทำต่อประชาชน เช่น
การใช้คำพูดหรือกิริยาที่ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม การเมินเฉย (มึน) ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์หรือปัญหาที่ประชาชนแจ้งความร้องทุกข์ การทำร้ายร่างกายของผู้ต้องสงสัยเพื่อสืบค้นหาข้อมูลด้วยคิดว่าผู้ต้องสงสัยปกปิด อำพราง เป็นต้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความรุนแรงที่ปรากฏให้เห็นได้อย่างเด่นชัด และเป็นปรากฏการณ์ที่ประชาชนคุ้นชินจนกระทั่งก่อร่างเป็นทัศนคติเชิงลบที่มีต่อตำรวจ
หากแต่มีความรุนแรงบางลักษณะที่ประชาชนอาจไม่ทราบเพราะไม่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด หรืออาจกล่าวว่า ตัวประชาชนผู้ถูกกระทำรุนแรงไม่รู้ตัวว่าตนเองถูกกระทำรุนแรง นั่นคือ
การละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วยสำนึกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดีในทุกรูปแบบ
จนทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ทั้งความไม่ปลอดภัยด้านอาชญากรรม และความไม่ปลอดภัยทางการจราจร
เนื้อหาในบทความนี้เริ่มต้นด้วยเรื่องราวความเครียดและการใช้ความรุนแรงต่อตำรวจด้วยกันเองตามข่าวที่ปรากฏ แต่กลับลงท้ายด้วยความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในสังคมซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจนั้น เนื่องมาจากผู้เขียนต้องการสื่อให้ผู้อ่านพิจารณาว่า
หากประชาชนต้องการใช้ชีวิตในสังคมไทยที่มีความปลอดภัยแล้วนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกคนในสังคมไทยจำเป็นต้องทำความเข้าใจองค์กรตำรวจให้ลึกซึ้ง โดยคิดว่า ประชาชนทุกคนเป็นหุ้นส่วนสำคัญ เป็นผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรตำรวจแห่งนี้ด้วย!!!!!!!
ต้องมองปัญหาการบริหารจัดการงานตำรวจไทยให้ลึกซึ้ง ชัดเจนว่าแท้ที่จริงแล้วนั้น ทำไมการบริหารงานตำรวจจึงไม่สามารถทำให้ประชาชนรักตำรวจได้เสียที อย่าตำหนิเพ่งโทษโดยเห็นเฉพาะปรากฏการณ์ส่วนผิวที่ปรากฏแก่สายตาของเราเพียงเท่านั้น แต่ต้องหาข้อมูลที่รอบด้านเพื่อวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งแยบยลว่า
มีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังการบริหารงานตำรวจไทย ?



